อย่าขยับ! โลกล้อมเราไว้หมดแล้ว...
อย่าขยับ! โลกล้อมเราไว้หมดแล้ว... เห็นภาพข่าวบนหน้าฟีดเมื่อวันสองวันก่อน เรื่องทหารเรืออเมริกันขึ้นฝั่งมาพักผ่อนที่พัทยา แล้วมีคลิปไวรัลน่ารักๆ ของสาวไทยที่ออกมาแซวกันว่าจะไปช่วยชาติรับแขกบ้านแขกเมือง บรรยากาศดูคึกคัก ผ่อนคลาย และยังช่วยเติมเงินสะพัดให้การท่องเที่ยวท้องถิ่นได้ดีทีเดียว
แต่ในฐานะคนที่ติดตามชีพจรเศรษฐกิจและการลงทุนมาโดยตลอด ภาพเรือรบสีเทาลำมหึมาที่ทอดสมออยู่กลางอ่าวไทย กลับชวนให้ผมฉุกคิดถึงกระแสคลื่นใต้น้ำของภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่กำลังเคลื่อนตัวประชิดติดรั้วบ้านเรามากขึ้นทุกขณะ
หากมองลึกลงไปในแผนที่พลังงานโลก มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจระบุไว้ว่า 'Hormuz is where the war is. Malacca is where the sanctions are.' หรือแปลให้เห็นภาพชัดๆ คือ หากช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลางคือ ‘ประตูหน้า’ ที่คุกรุ่นด้วยไฟสงคราม ส่วนช่องแคบมะละกาที่ทอดยาวอยู่หน้าบ้านเราก็คือ ‘ประตูข้าง’ บานสำคัญที่มหาอำนาจใช้เป็นจุดตรวจตราและบีบมาตรการคว่ำบาตร
โดยเส้นทางนี้คือเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่าร้อยละ 80 มุ่งหน้าสู่โรงกลั่นขนาดใหญ่ในเอเชีย ซึ่งเมื่อแรงเหวี่ยงของการกดดันทางทะเลขยับจากตะวันออกกลางมาสู่ช่องแคบมะละกา ผลกระทบลูกโซ่จึงไม่เคยเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไปครับ
สิ่งที่กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างมีนัยสำคัญในเวลานี้ คือวิกฤตสต็อกน้ำมันดีเซลและน้ำมันกลั่น (Distillates) ของสหรัฐฯ ที่ลดลง เหลือรองรับการใช้งานได้เพียง 28.4 วัน ซึ่งต่ำกว่าระดับปลอดภัยและสะท้อนภาวะตึงตัวอย่างมาก
เพราะดีเซลไม่ได้เป็นแค่เชื้อเพลิงเติมรถยนต์ แต่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนรถบรรทุก เรือสินค้า รถไฟ และเครื่องจักรกลการเกษตรทั่วโลก เมื่อดีเซลตึงตัว ต้นทุนค่าระวางเรือ (Freight Rates) และค่าประกันภัยทางทะเลก็พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว กลายเป็นตัวเร่งส่งผ่านต้นทุนไปสู่ราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80 ถึง 90 ของต้นทุนการผลิตแอมโมเนียสำหรับทำปุ๋ยยูเรีย
ส่งผลให้ราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 35 จนปริมาณการค้าปุ๋ยทั่วโลกลดลงร้อยละ 20 ถึง 25 และทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ต้องออกมาเตือนถึงความเสี่ยงด้านผลผลิตอาหารและคลื่นเงินเฟ้อที่จะลากยาวไปจนถึงปี 2027
สำหรับ ประเทศไทย เราพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าผ่านช่องแคบมะละกาสูงถึงร้อยละ 50 ถึง 60 แรงกระเพื่อมเหล่านี้จึงส่งผลตรงต่อสมการธุรกิจและการเงินของพวกเราทุกคน ในเชิงการบริหารจัดการและการลงทุน เพราะธุรกิจที่มีต้นทุนผูกกับปิโตรเคมี ยางสังเคราะห์ หรือสารเคมีภัณฑ์ จำเป็นต้องบริหารจัดการสต็อกเชิงรุกและรัดกุมเป็นพิเศษ (Superactive Inventory Management) เพราะต้นทุนของปีหน้ามีแนวโน้มแพงกว่าปีนี้อย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน สินค้าโภคภัณฑ์ทดแทนในประเทศอย่างปาล์มน้ำมันและพืชพลังงานอาจได้รับอานิสงส์ความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรและผู้ประกอบการก็ต้องวางแผนตั้งรับต้นทุนปุ๋ยและสารเคมีที่ขยับตัวสูงขึ้นด้วยความระมัดระวัง
ในส่วนยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยและคงความยั่งยืนที่สุดสำหรับภาคธุรกิจไทยในยามนี้ คือการกระจายความเสี่ยงโดยหันมาเจาะตลาดภายในประเทศและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของเส้นทางเดินเรือข้ามทวีป พร้อมจับตามองบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ของโครงการของรัฐขนาดใหญ่ฝั่งอันดามัน
ท่ามกลางรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และสีสันบนชายหาดพัทยา #คลื่นลมเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญ การรู้เท่าทันข้อมูล ไม่ตระหนกตกใจ แต่ให้บริหารต้นทุนและรักษาสภาพคล่องอย่างมีสติ จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของพวกเราในเวลานี้ครับ.
มงคล ลีลาธรรม














