'วิชาชีวิต'ที่สอนให้เรายึดมั่น
'วิชาชีวิต'ที่สอนให้เรายึดมั่น ใต้แสงจันทร์วันเพ็ญ ณ 'สโมสรไทยหัว'
ค่ำคืนวันไหว้พระจันทร์ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่มีความหมายอยู่ในใจผมเป็นพิเศษ เมื่อผมได้มีโอกาสกลับไปร่วมกิจกรรมงานไหว้พระจันทร์ ณ 'สโมสรไทยหัว' (สมาคมนักเรียนเก่าภูเก็ตไทยหัว) ในบรรยากาศเก่าๆ ที่คุ้นเคย ท่ามกลางแสงจันทร์นวลตา และความมีชีวิตชีวาของน้องๆ ศิษย์ปัจจุบันที่มาร่วมทำการแสดงโชว์ต้อนรับพี่ๆ ทำให้ความทรงจำหลากหลายช่วงชีวิตของผมที่ผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ผุดพรายขึ้นมาอย่างแจ่มชัด
สำหรับ หลายคน อาคารสถาปัตยกรรมชิโน-ยูโรเปียนอันสง่างามแห่งนี้ อาจเป็นเพียงภาพถ่ายโบราณหรืออนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์... แต่สำหรับผม ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิต เป็นสถานที่เกิด เป็นทั้งโรงเรียน และเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจมาตั้งแต่จำความได้
จาก 'โรงเรียนส่องเด็ก' สู่ 'มิชชั่นคลินิก' แผ่นดินและอาคารแห่งนี้มีเรื่องเล่าครับ
ย้อนกลับไปในอดีต อาคารแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษ เดิมทีเมื่อปี พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) คณะพ่อค้าและนายเหมืองชาวจีนในภูเก็ตได้ร่วมกันบริจาคเงิน พร้อมกับได้รับบริจาคอาคารและที่ดิน 3 คูหาจาก นายตัน บุ่น ส่าย เพื่อก่อตั้งเป็น “โรงเรียนส่องเด็ก” ทำหน้าที่สอนภาษาจีนและบ่มเพาะความรู้แก่เยาวชนลูกหลานชาวจีนในภูเก็ต
และหากย้อนมองประวัติศาสตร์การศึกษาของโรงเรียนจีนในประเทศไทย จะพบว่าเป็นเรื่องราวที่มีความละเอียดอ่อนยิ่งนัก ในยุคสมัยหนึ่งที่คลื่นลมทางการเมืองระหว่างประเทศและประเด็นความมั่นคงภายในประเทศกำลังก่อตัว รัฐบาลในอดีตมีความหวาดระแวงว่า 'โรงเรียนจีน'และการรวมกลุ่มจัดตั้งสถาบันการศึกษาของชุมชนจีน อาจกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะอุดมการณ์ ความคิด หรือแนวร่วมทางการเมืองที่อาจขัดแย้งกับนโยบายของรัฐ
ท่ามกลางแรงกดดันทางนโยบายและมาตรการควบคุมที่เข้มงวดในยุคนั้น โรงเรียนจีนหลายแห่งทั่วประเทศ รวมทั้ง 'โรงเรียนส่องเด็ก'จึงจำเป็นต้องหยุดดำเนินกิจการลง การคงอยู่ของโรงเรียนจีนในวันวานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องแลกมาด้วยความอดทน การประคับประคอง และการปรับตัวอย่างยิ่งยวดของบรรพชน เพื่อให้สายธารแห่งการศึกษายังคงไหลเวียนต่อไปได้
จนต่อมาในราวปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) อาคารแห่งนี้จึงได้ถูกเปิดให้ 'โรงพยาบาลมิชชั่น' (คณะเซเวนธ์เดย์แอดเวนติสท์) และ 'สมาคมภูเก็ตฮกเกี้ยนสามัคคี' เช่าใช้พื้นที่ โดยปรับเป็นสุขศาลาหรือคลินิกมิชชั่น (Phuket Mission Clinic) มีคุณหมอฝรั่งเข้ามาบุกเบิกรักษาพยาบาลผู้คนในเกาะภูเก็ต
และนั่นเอง... คือจุดกำเนิดของผม!
ด้วยความที่คุณแม่ของผมเป็นคนหัวก้าวหน้า ในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคลอดลูกกับหมอตำแย คุณแม่กลับตัดสินใจพาตัวเองมาคลอดผมกับ'หมอฝรั่ง' ที่คลินิกมิชชั่นแห่งนี้ อาคารหลังนี้จึงเปรียบเสมือนลมหายใจแรกในชีวิตของผมอย่างแท้จริงครับ
11 ปีในรั้วโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว = วิชาการควบคู่วิชาชีวิต
นอกจากจะเป็นสถานที่เกิดแล้ว สถาบันแห่งนี้ยังเคยเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านและเป็นเบ้าหลอมชีวิตผมอย่างยาวนานถึง 11 ปีเต็ม นับตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นมูล (หรือชั้นอนุบาลในปัจจุบัน) ผ่านประถมต้น ประถมปลาย จนกระทั่งจบชั้น ม.ศ.3
ด้วยเวลายาวนานนี้ทำให้เราเกิดความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง การที่ผมได้มาร่วมงานในค่ำคืนวันเพ็ญนี้ ทำให้ผมได้พบปะพี่ๆ น้องๆ และเพื่อนร่วมรุ่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น คืนนี้เราพบกันตั้งแต่พี่รุ่น 1 มาจนถึงผมซึ่งเป็นศิษย์เก่ารุ่น 12 และน้องๆอีกหลายรุ่น เพื่อนผมบางคนไม่ได้พบกันมากว่า 30 ปี แต่พอสบตากัน ได้นั่งเคียงข้างพูดคุย หัวเราะร่าเริง ความห่างเหินหลายสิบปีก็มลายหายไปในพริบตา
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในสมาคมแห่งนี้ ทุกคนต่างถอดวางหัวโขน ตำแหน่งหน้าที่การงาน และสถานะทางสังคมไว้ข้างนอก เหลือไว้เพียงความเป็นพี่น้อง ความผูกพัน และรอยยิ้มบริสุทธิ์เฉกเช่นวันวานที่เคยวิ่งเล่นด้วยกัน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ครูบาอาจารย์แห่งภูเก็ตไทยหัวได้สั่งสอนและปลูกฝังพวกเรามาตลอด นั่นคือ'ความกตัญญูและการเอื้ออารีต่อกัน'
กาแฟฟรีหนึ่งแก้ว... กับหัวใจที่ไม่เคยลืมกัน
หลังจากที่อาคารนี้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน คณะกรรมการมูลนิธิล็อกเซี่ยนก๊ก และสมาคมนักเรียนเก่าภูเก็ตไทยหัว ได้มีมติร่วมกันบูรณะอาคารขึ้นมาใหม่ด้วยงบประมาณ 8 ล้านบาท และเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นสำนักงานและพื้นที่ศูนย์กลางพบปะทำกิจกรรมของพวกเรา
จุดหนึ่งที่ผมทึ่งและประทับใจในวิสัยทัศน์ของคณะกรรมการสมาคมฯ มาก คือนโยบายที่เปิดให้ศิษย์เก่าทุกคนแวะเวียนเข้ามาพักผ่อน จิบกาแฟได้ฟรี เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่อง 'ของฟรี' แต่อย่างใด หากแต่เป็น 'กุศโลบายและความละเอียดอ่อนทางจิตใจ' ที่สร้างความรู้สึกว่า ที่นี่คือบ้านที่เปิดประตูต้อนรับลูกหลานทุกคนเสมอ เป็นศูนย์รวมใจที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ว่าจะเติบโตไปไกลแค่ไหน เรายังมีรากเหง้าและมีอ้อมกอดของพี่น้องรอต้อนรับอยู่
ค่ำคืนวันไหว้พระจันทร์ผ่านพ้นไป แต่ความอบอุ่นยังคงอบอวลอยู่ในใจครับ
เรื่องราวในอดีต-ไม่ว่าจะเป็นความเข้มงวดทางการเมืองที่เคยบีบให้โรงเรียนต้องปรับเปลี่ยน หรือกาลเวลาที่ผลัดเปลี่ยนการใช้งานอาคาร-ได้กลายเป็นบทเรียนทรงคุณค่าที่ทำให้เราตระหนักว่า สิ่งที่ยั่งยืนที่สุดไม่ใช่เพียงแค่อิฐหินปูนทราย แต่คือ 'จิตวิญญาณแห่งการให้'
ผมภูมิใจเหลือเกินที่ได้เป็นลูกหลานภูเก็ตไทยหัว โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ให้เพียงความรู้ทางวิชาการเพื่อไปประกอบอาชีพ แต่ได้มอบ 'วิชาชีวิต'ที่สอนให้เรายึดมั่น
ใน คุณธรรม กตัญญูรู้คุณ
(知恩报德)
ดื่มน้ำไม่ลืมแหล่งน้ำ
(饮水思源)
และส่งต่อความเกื้อกูลให้แก่สังคมเสมอมาครับ...
มงคล ลีลาธรรม














