กระดูกสันหลัง และแต้มต่อที่แท้จริงของชาติ
กระดูกสันหลัง และแต้มต่อที่แท้จริงของชาติ ผมงงกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แล้วเกิดคำถามปนความเหนื่อยใจ ว่าทำไมเราจึงชอบกระโดดไปคว้าโปรเจกต์ใหม่ๆชื่อหรูๆ ที่เราไม่มีความพร้อมและไม่ถนัด แต่กลับปล่อยปละละเลย สิ่งที่เป็นกระดูกสันหลังและแต้มต่อที่แท้จริงของชาติอย่างการทำเกษตรกรรมและข้าวไทย
ทั้งที่เราเคยภาคภูมิใจกับการเป็นแชมป์ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนาน แต่ความจริงเชิงประจักษ์ในวันนี้เตือนเราอย่างแรงว่าเรากำลังถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าไปทีละหลายก้าว ไม่ใช่เพราะดินหรือฟ้าอากาศของเขาดีกว่า แต่เป็นเพราะความมุ่งมั่นในการวิจัย พัฒนา และปรับตัวอย่างจริงจัง
ความห่างชั้นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือตัวเลขผลผลิตต่อไร่ ที่เวียดนามสามารถทำค่าเฉลี่ยพุ่งสูงถึง 850–950 กิโลกรัมต่อไร่ และในเขตลุ่มน้ำโขงยังบริหารจัดการจนสามารถทำรอบปลูกได้ถึงปีละ 3 ครั้ง ขณะที่ค่าเฉลี่ยข้าวนาปีของไทยยังคงวนเวียนอยู่ที่ระดับ 400–450 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น
มิหนำซ้ำในมิติของการพัฒนาสายพันธุ์ให้ตรงใจตลาดโลกที่ต้องการข้าวหอมนุ่ม ผลผลิตสูง และต้านทานโรค เวียดนามก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนสายพันธุ์อย่าง ST24 และ ST25 คว้าแชมป์ข้าวที่ดีที่สุดในโลก พร้อมทั้งขยายพื้นที่ปลูกเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว
ผิดกับสายพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ของไทยที่มักติดหล่มอยู่เพียงแค่แปลงทดลองหรือผลิตเมล็ดพันธุ์แจกจ่ายได้ไม่ทั่วถึง เมื่อผลผลิตต่อไร่ต่ำบวกกับต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูง ชาวนาไทยจึงต้องแบกรับต้นทุนต่อตันสูงกว่าคู่แข่งเกือบเท่าตัว ยิ่งปลูกมาก หนี้สินก็ยิ่งพอกพูน
สิ่งที่ทำให้รู้สึกท้อใจยิ่งขึ้นไปอีก คือการที่เรามีหน่วยงานเฉพาะทางอย่าง ‘กรมการข้าว’ มีทั้งงบประมาณ บุคลากร และศูนย์วิจัยกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ผลลัพธ์เชิงรุกกลับไม่ทันต่อสถานการณ์โลก ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เราขาดองค์ความรู้ แต่อยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญและการแปลงงานวิจัยลงสู่แปลงนาจริง
แทนที่ภาครัฐจะมัวมุ่งหาโปรเจกต์เพ้อฝันที่เราไม่พร้อม สิ่งที่ต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วนในวันนี้คือการปฏิรูปการวิจัยพันธุ์ข้าวเชิงรุก ปลดล็อกกระบวนการรับรองสายพันธุ์ให้รวดเร็ว มุ่งเน้นข้าวหอมนุ่มที่ให้ผลผลิตเกิน 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ทนแล้ง ทนน้ำท่วม และมีรอบเก็บเกี่ยวสั้น เพื่อไม่ให้ชาวนาต้องแอบลักลอบนำพันธุ์ข้าวของเพื่อนบ้านมาปลูกเพราะพันธุ์ของรัฐให้ผลผลิตไม่ทันกิน ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบชลประทาน เทคโนโลยีบริหารจัดการแปลงอย่างการแกล้งดินหรือทำเปียกสลับแห้ง และระบบตรวจวัดดินเพื่อลดต้นทุนปุ๋ยและสารเคมีอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ กรมการข้าวต้องไม่ทำงานแยกส่วนกับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน แต่ต้องใช้กลไกตลาดนำ นวัตกรรมหนุน ให้งานวิจัยตอบโจทย์ผู้ซื้อทั่วโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่เน้นเพียงปริมาณเอกสารวิจัย
และที่น่าตั้งข้อสังเกตไม่แพ้กัน คือเรื่องโครงสร้างอำนาจในห่วงโซ่การค้า ที่ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดภาครัฐจึงไม่คิดจะปลดล็อกกฎเกณฑ์หรือส่งเสริมให้เกษตรกร กลุ่มชาวนา หรือวิสาหกิจชุมชนสามารถสีข้าวและจัดจำหน่ายได้ด้วยตัวเองอย่างคล่องตัว ทำไมทุกอย่างยังต้องถูกผูกมัดและพึ่งพาระบบโรงสีขนาดใหญ่เป็นด่านหน้าอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่หากเราสนับสนุนเทคโนโลยีโรงสีขนาดเล็กและขนาดกลางในระดับชุมชน ส่งเสริมการคัดเกรด ไปจนถึงการสกัดสารมูลค่าสูงจากรำข้าวและแกลบได้เอง เม็ดเงินและผลกำไรจะตกถึงมือเกษตรกรโดยตรงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ผู้เกี่ยวข้องครับ #ก่อนที่เราจะไปพูดถึงอุตสาหกรรมไฮเทคหรือโปรเจกต์มูลค่ามหาศาลที่ไทยยังตามหลังมหาอำนาจอยู่หลายก้าว เราควรหันกลับมาทำเรื่องที่เรามีรากเหง้า มีคนกว่า 4 ล้านครัวเรือนถือครองพื้นที่ และมีความชำนาญอยู่แล้วให้แข็งแกร่งที่สุดเสียก่อน เพราะถ้าหน่วยงานภาครัฐยังไม่ตื่นตัวและปรับแนวทางการทำงานให้ทันต่อวิกฤต
วันหนึ่งเราจะไม่เพียงสูญเสียตลาดส่งออก แต่เรากำลังจะปล่อยให้กระดูกสันหลังของชาติหักลงต่อหน้าต่อตาครับ!!!
มงคล ลีลาธรรม














