ประตู เทวดารักษา
ประตู เทวดารักษา
คันไถกับเชือกบาศก์ : ปรัชญาที่ซ่อนอยู่ในภาพเทพ
เมื่อมองภาพนี้ครั้งแรก หลายคนอาจเห็นเพียงภาพเทพในศิลปะโบราณ แต่หากพิจารณารายละเอียดดีๆ จะพบว่า สิ่งที่เทพถืออยู่ในมือทั้งสองภาพมีความหมายที่น่าสนใจ
ภาพซ้ายคือ พระพลเทพทรงไถ พระหัตถ์ถือคันไถ ส่วนภาพขวาคือ พระกระริงคัมมัตอสูรสัตวบาทด้วยเชือกบาศก์ เป็นภาพของการใช้เชือกบาศก์ควบคุมอสูรหรือสัตว์
เมื่อมองทั้งสองภาพประกอบกัน จึงอาจอ่านได้ว่าเป็นเรื่องของ'การสร้าง'และ'การควบคุม'
🌾 คันไถ-การพลิกดินเพื่อสร้างสิ่งใหม่
คันไถเป็นเครื่องมือของการเกษตร หน้าที่ของมันคือการพลิกผืนดิน เตรียมดินให้พร้อมสำหรับการเพาะปลูก
ดินที่ถูกไถอาจดูเหมือนถูกทำลาย แต่แท้จริงแล้วการพลิกดินนั้นเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสร้างชีวิตใหม่
จึงเปรียบได้กับชีวิตของคนเรา
บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเป็นการ'รื้อของเก่า'หรือ'ทำลายสิ่งเดิม'อาจเป็นเพียงการเตรียมพื้นฐานสำหรับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น
คันไถ จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ของการลงมือทำ การเปลี่ยนแปลง และการเตรียมพื้นฐานเพื่ออนาคต
เพราะการเพาะปลูกไม่ได้ให้ผลทันที
ต้องไถดิน หว่านเมล็ด รดน้ำ ดูแล และรอเวลา
ชีวิตก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่มีคุณค่าจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดจากการเตรียมพื้นฐานและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
🪢 เชือกบาศก์ -การควบคุมสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ส่วนภาพด้านขวาแสดงการใช้ เชือกบาศก์ เพื่อควบคุมอสูรหรือสัตว์
หากมองในเชิงสัญลักษณ์'เชือก'คือ เครื่องมือสำหรับยับยั้งและควบคุมพลังที่อาจไม่อยู่ในความควบคุม
จึงสามารถเปรียบได้กับสิ่งต่างๆ ในชีวิต เช่น ความโกรธ ความโลภ ความกลัว ความหลง หรือแม้แต่ความทะเยอทะยานของมนุษย์
สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถูกกำจัดทั้งหมด เพราะบางอย่างก็เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้า
แต่สิ่งสำคัญคือ
เราต้องเป็นผู้ควบคุมพลังเหล่านั้น ไม่ใช่ปล่อยให้พลังเหล่านั้นเป็นผู้ควบคุมเรา
เมื่อมองสองภาพรวมกัน
ผมจึงมองว่าภาพทั้งสองสามารถตีความเป็นปรัชญาชีวิตได้อย่างน่าสนใจ
คันไถ บอกให้เรารู้จัก'สร้างและเปลี่ยนแปลง'
เชือกบาศก์ บอกให้เรารู้จัก'ควบคุมและยับยั้ง'
ชีวิตที่ดีจึงอาจไม่ได้หมายถึงการมีพลังมากที่สุด แต่คือการรู้ว่า
พลังใดควรปล่อยให้เติบโต และพลังใดควรควบคุม
คันไถทำให้ผืนดินพร้อมสำหรับการเพาะเมล็ด เชือกบาศก์ทำให้พลังที่รุนแรงอยู่ภายใต้การควบคุม
และนี่อาจเป็นข้อคิดที่ยังใช้ได้แม้กระทั่งในโลกปัจจุบัน
“ชีวิตต้องมีทั้งคันไถสำหรับสร้างสิ่งใหม่ และเชือกสำหรับควบคุมสิ่งที่อาจทำร้ายเรา”
โดยเฉพาะในยุคที่มนุษย์มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเงิน อำนาจ เทคโนโลยี และ AI คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะสร้างพลังให้มากขึ้นได้อย่างไร แต่ต้องถามด้วยว่า
'เมื่อเรามีพลังมากขึ้น เราจะควบคุมมันได้ดีแค่ไหน?'
เพราะท้ายที่สุดแล้ว พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่พลังที่เรามี แต่คือความสามารถในการควบคุมพลังนั้นของเราเอง
ทางซ้ายเป็นพระพลราม พี่ชายของพระกฤษณะในมหาภารตะครับ เป็นร่างอวตารของพญาอนันตนาคราช กำลังถือคันไถอยู่ พอจากลักษณะถือคันไถเลยนำมาเป็นตรากรมนาประจำตำแหน่งพระพลเทพ
ส่วนทางขวาเป็นพระเทวริงค์ตามความเชื่อของลังกาในอดีตชาติเป็นเจ้าชายที่จะยึดบัลลังก์จากพ่อตัวเอง พอยึดไม่สำเร็จจึงฆ่าตัวตายด้วยความแค้นทำให้ไม่ได้ไปเกิด กลายเป็นหัวหน้าปิศาจแห่งเกาะลังกา ทำให้เกิดฝันร้ายและทำให้แท้งลูก
เทพถือคันไถคือทำลายให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดี เทพกินอสุรคือป้องกันสิ่งชั่วร้ายอสุรที่กินเป็นอสุรครึ่งมนุษย์ที่ร้ายที่สุดสื่อถึงคนนี่เองทำชั่วในร่างมนุษย์ได้ร้ายที่สุด ถ้าได้ผ่านประตูนี้จะขีบไล่สิ่งชั้วร้ายและเกิดใหม่ในความดี...
โดย มงคล ลีลาธรรม
นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย














