'ปุ๋ยสูตรพิเศษ' คือ ยุทธศาสตร์ BOI to IPO
'ปุ๋ยสูตรพิเศษ' คือ ยุทธศาสตร์ BOI to IPO
'ปุ๋ยสูตรพิเศษ' คือยุทธศาสตร์ BOI to IPO ของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งร่วมมือกับบีโอไอ (BOI), ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อผลักดันบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เข้าสู่ตลาดหุ้นไทย
รายละเอียดโครงการ BOI to IPO
เป้าหมายหลัก ปั้น 7 หุ้นนางฟ้า-เทวดา และผลักดันบริษัทใน 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อการเติบโตระดับโลก
10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ การเกษตรและอาหารขั้นสูง, การแพทย์และสุขภาพ, ยานยนต์สมัยใหม่, ดิจิทัล, หุ่นยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาตรการสนับสนุน มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ on-top เพิ่มเติมจากเดิม พร้อมทั้งให้ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งรัดกระบวนการ IPO และผ่อนคลายเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap)
กรอบเวลา คาดว่าจะเห็นบริษัทแรกเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปลายปี 2570
รายละเอียดของ รายชื่อ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ เกณฑ์การคัดเลือกบริษัท/สิทธิประโยชน์ ในโครงการ'ปุ๋ยสูตรพิเศษ'หรือ BOI to IPO มีดังนี้
รายชื่อ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New Economy) โครงการนี้ เน้นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อนำประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
การเกษตรและอาหารขั้นสูง (เช่น Smart Agriculture, อาหารสัตว์เลี้ยง และ Food Processing)
ยานยนต์สมัยใหม่ (เน้นอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ยานยนต์ไฟฟ้า/EV)การแพทย์และสุขภาพ (Wellness)
ดิจิทัล และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เช่น Data Center)อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics และ Optical Transceiver)
หุ่นยนต์ การบิน และโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีชีวภาพการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (รวมถึง Photonics และ Green Economy)
ส่วนเกณฑ์การคัดเลือก และเงื่อนไขการสนับสนุน เพื่อจูงใจให้บริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือ mai โครงการได้แบ่งเกณฑ์ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ On-top ดังนี้
กลุ่ม New Economy (ได้รับสิทธิสูงสุด) เงื่อนไข ต้องเป็นบริษัทใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สิทธิประโยชน์ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี จากเกณฑ์ปกติ หรือเลือกรับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี (ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ)กลุ่มกิจการทั่วไป (Non-New Economy) เงื่อนไข เป็นบริษัททั่วไปที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และต้องการเข้า IPO
สิทธิประโยชน์ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีก 2 ปี หรือเลือกลดหย่อน 50% เพิ่มเติมอีก 3 ปีข้อผ่อนปรนพิเศษ: ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ได้ทำการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเปิด'ช่องทางพิเศษ'ให้กับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือ EEC
แม้ว่า ธุรกิจจะยังไม่มีกำไร ก็สามารถเข้ามาจดทะเบียนระดมทุนได้ สะดวกขึ้น โดยมีการปรับลดเกณฑ์ Market Cap และรายได้หลักลงมาเงื่อนไขเสริมเพื่อคนไทย (โครงการ Skill Bridge) บริษัทที่เข้าร่วมต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ พัฒนาแรงงานทักษะสูงในไทย และดึงผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้วย
สำหรับ ความคืบหน้าของโครงการ BOI to IPO ภายใต้การผลักดันของ กระทรวงการคลัง (ร่วมกับ BOI, ก.ล.ต. และ ตลท.) ได้มีความชัดเจนในส่วนของ สิทธิประโยชน์แบบเจาะลึกกลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มบริษัทนำร่อง ที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สิทธิประโยชน์เชิงลึกแยกตามอุตสาหกรรมไฮไลต์สิทธิประโยชน์หลักคือการให้ ภาษี On-top (ยกเว้นเพิ่ม 3 ปี หรือ ลดหย่อน 50% เพิ่ม 5 ปี) แต่หากเจาะลึกในอุตสาหกรรม New Economy แต่ละเซกเตอร์ จะได้รับแต้มต่อทางธุรกิจที่ตอบโจทย์รูปแบบการลงทุนยุคใหม่
กลุ่มอุตสาหกรรมไฮไลต์สิทธิประโยชน์เชิงลึก และแต้มต่อที่ได้รับ
1. ดิจิทัล และ Data Center / AIปลดล็อกเกณฑ์การพิจารณา IPO ดั้งเดิมที่มักเน้นมูลค่าสินทรัพย์ถาวร (เครื่องจักร/โรงงาน) เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (เช่น ซอฟต์แวร์, ระบบคลาวด์, และบุคลากรไอที)
2. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ & PCBสนับสนุนให้บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติใช้ตลาดหุ้นไทยเป็น ศูนย์กลางการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคอาเซียน (Regional Hub) เหมือนกรณีความสำเร็จของ DELTA และ CCET
3. ยานยนต์สมัยใหม่ (EV)ได้สิทธิพิเศษเชื่อมต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยเข้าสู่ Supply Chain ระดับโลก ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อยกระดับแรงงานไทยไปสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต
4. อาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารขั้นสูงดึงกลุ่มผู้ผลิตระดับโลก (Top 5 ของโลกที่มีฐานในไทย) เข้า IPO เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยมีส่วนร่วมในผลกำไรของอุตสาหกรรมที่มีมาร์จิ้นสูง
ความคืบหน้า และกลุ่มบริษัทที่เริ่มเข้ามาพูดคุย (Pipeline) หน่วยงานทั้งสามได้ตั้งเป้าหมาย (KPI ร่วม) ในการเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคำขอ IPO ให้กระชับและรวดเร็วขึ้นภายใน 70–100 วัน (จากเดิมที่ใช้เวลานานกว่านั้นมาก)
โดยกลุ่มบริษัทเป้าหมายที่มีการเคลื่อนไหวและเริ่มเข้ามาพูดคุยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก:กลุ่มทุนต่างชาติที่ตั้งฐานการผลิตในไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเภทธุรกิจ กลุ่มผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI Supply Chain) และผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver)
สถานะปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เริ่มเดินสายโรดโชว์ร่วมกับสถาบันการเงินระดับโลก (เช่น Bank of America, UBS) เพื่อเชิญชวนให้กลุ่มนี้เลือกไฟลิ่ง (Filing) ในไทยแทนการกลับไประดมทุนในประเทศแม่ เนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์กลุ่มบริษัทไทย/บริษัทลูกในเครืออุตสาหกรรมเดิมที่ทรานส์ฟอร์มสู่ New Economy
ประเภทธุรกิจ คลังสินค้าอัจฉริยะ, นิคมอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Economy), และผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก สถานะปัจจุบัน บางบริษัท (เช่น ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ขนาดใหญ่อย่าง WHA) อยู่ในขั้นตอนเตรียมการและปรับโครงสร้างภายในควบคู่ไปกับการประเมินภาวะตลาด เพื่อรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการยื่น IPO กรอบเวลาคาดการณ์ของโครงการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่า จะเริ่มเห็นพลังขับเคลื่อนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป และน่าจะเห็นบริษัทแรกเข้าซื้อขายภายใต้มาตรการนี้ได้ภายในปลายปี 2570
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ














