จับตา ครม.ขยับกฎใช้พื้นที่ป่า จาก 10 เป็น 16 ประเภท สมาคมสื่อเกษตรชวนมองให้รอบด้าน'ป่า–น้ำ–เกษตรกร'ใครได้ ใครต้องรับผลกระทบ?
จับตา ครม.ขยับกฎใช้พื้นที่ป่า จาก 10 เป็น 16 ประเภท สมาคมสื่อเกษตรชวนมองให้รอบด้าน'ป่า–น้ำ–เกษตรกร'ใครได้ ใครต้องรับผลกระทบ?
ครม.เห็นชอบหลักการปรับกฎใช้ประโยชน์ในเขตป่า เพิ่มอีก 6 ประเภท รองรับพลังงานทดแทน โทรคมนาคม สาธารณูปโภค การจัดการขยะ และการพัฒนาเศรษฐกิจ–สังคม–สิ่งแวดล้อม–ความมั่นคง ขณะที่สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ ชวนจับตาผลต่อพื้นที่ทำกิน แหล่งน้ำ และชุมชน พร้อมเรียกร้องให้หลักเกณฑ์การอนุญาตต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ผลักภาระให้เกษตรกร
จากกรณีคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2558 โดยเพิ่มประเภทการใช้ประโยชน์จาก 10 เป็น 16 ประเภท และปรับกระบวนการยื่นคำขอให้สามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้
สำหรับ 6 ประเภทที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ กิจการพลังงานทดแทน กิจการโทรคมนาคม กิจการสาธารณูปโภค การจัดการขยะ การจัดสวัสดิการกรมป่าไม้ และการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคง
ในมุมของ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย การปรับกฎครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะ 'พื้นที่ป่า'ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับ ต้นน้ำ แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของชุมชนในชนบท
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง'เพิ่มจาก 10 เป็น 16 ประเภทแล้วทำอะไรได้บ้าง?'แต่ต้องถามต่อว่า
'พื้นที่ไหนใช้ได้ ใครเป็นผู้ขอ ใครเป็นผู้อนุญาต และประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมแค่ไหน?'
โดยเฉพาะกิจการพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม และการจัดการขยะ ซึ่งอาจมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็อาจต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และมีผลต่อระบบนิเวศ หากขาดการวางแผนและการกำกับดูแลที่รัดกุม
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ประเภทที่ 16'การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคง' ซึ่งมีขอบเขตกว้าง จึงควรมีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าโครงการประเภทใดสามารถเข้าข่ายได้ และมีหลักเกณฑ์คัดกรองอย่างไร
สมาคมสื่อเกษตรฯ เสนอ 4 คำถามก่อนเดินหน้า
1. ป่าที่จะใช้ อยู่ตรงไหน?
ต้องมีข้อมูลพื้นที่และแผนที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้
2. กระทบต้นน้ำและพื้นที่เกษตรหรือไม่?
ทุกโครงการควรประเมินผลกระทบต่อแหล่งน้ำ พื้นที่ทำกิน และระบบนิเวศก่อนอนุญาต
3. ชุมชนมีสิทธิรับรู้และมีส่วนร่วมแค่ไหน?
ประชาชนในพื้นที่ไม่ควรรับรู้เมื่อโครงการได้รับอนุญาตไปแล้ว แต่ควรมีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการพิจารณา
4. ใครรับผิดชอบ หากเกิดผลกระทบ?
ต้องมีมาตรการเยียวยา ฟื้นฟู และผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน หากการใช้ประโยชน์ส่งผลกระทบต่อป่า น้ำ หรือพื้นที่เกษตร
'พัฒนาได้ แต่ต้องไม่แลกด้วยต้นทุนของเกษตรกร'
การเพิ่มช่องทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสามารถช่วยให้ประเทศเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมที่จำเป็นได้ แต่การพัฒนาควรเดินควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
สำหรับภาคเกษตร ป่า ต้นน้ำ และพื้นที่ทำกินเป็นระบบเดียวกัน หากต้นน้ำเสียหาย ผลกระทบสุดท้ายอาจไม่ได้หยุดอยู่ในป่า แต่ไหลลงมาถึงพื้นที่เกษตรและรายได้ของเกษตรกร
ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า 'เปิดให้ใช้พื้นที่เพิ่มอีก 6 ประเภท' แต่คือ รายละเอียดของกติกา ใครมีสิทธิขอใช้พื้นที่ หลักเกณฑ์อนุญาตเข้มแค่ไหน และเสียงของเกษตรกรกับชุมชนจะถูกนำไปอยู่ตรงไหนของกระบวนการ
สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่สื่อกลาง ติดตามข้อมูล ตรวจสอบ และนำเสียงจากเกษตรกรและชุมชนมาสะท้อนต่อสังคม เพื่อให้การพัฒนาประเทศเดินหน้าได้ โดยไม่ทิ้งทรัพยากรธรรมชาติและคนตัวเล็กไว้ข้างหลัง














