พลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต
พลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต ตลอดระยะเวลาที่ผมได้เข้าศึกษาหาความรู้ในเมืองหลวง สิ่งที่ผมท่องไว้ในใจเป็นคำพูดง่ายๆที่คุณพ่อและคุณแม่สอนไว้ว่า 'การศึกษาเป็นบันไดสู่การเปลี่ยนทั้งฐานะและสังคม' ผมจึงให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นอันหนึ่ง
จนกระทั่งทำงานทั้งด้านการเงิน งานติดตามหนี้ และส่งเสริมเศรษฐกิจคนตัวเล็ก ได้เห็นปัญหาต่างๆ ที่หลายครอบครัวประสบคือ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและการเล่าเรียนบุตร ดังนั้น เมื่อผมมีโอกาสผมมักจะสนับสนุนให้เด็กๆได้รับการศึกษาเท่าหรือเหนือกว่าความสามารถของเขาเสมอ เพราะการศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องของตำราหรือใบปริญญา แต่คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าที่สุดของประเทศ
'เด็กทุกคนที่อยากเรียน ต้องได้เรียน'
เมื่อครั้งก่อตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ผมเชื่อว่าเริ่มต้นขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ดีงาม เพื่อทำหน้าที่เป็นเสาหลักคอยค้ำจุนไม่ให้เยาวชนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะความยากจน ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถดูแลลูกหลานไทยไปแล้วกว่า 7.4 ล้านคน ด้วยวงเงินสะสมกว่า 7.7 แสนล้านบาท
แต่…เมื่อเราถอยออกมามองผ่านเลนส์การบริหารจัดการภาครัฐ และตัวเลขทางบัญชีในปัจจุบัน กลับพบสัญญาณเตือนสีแดง ที่สะท้อนว่าระบบกำลังแบกรับแรงกดดันหนักมาก นับตั้งแต่ กยศ. เปลี่ยนสถานะมาเป็นกองทุนหมุนเวียนพึ่งพาตนเองโดยไม่ของบประมาณแผ่นดินมาตั้งแต่ปี 2561 ภายใต้ความหวังที่ว่าเงินคืนจากรุ่นพี่จะส่งต่อเป็นทุนให้รุ่นน้อง
แต่ในความเป็นจริง กระแสเงินสดกลับเกิดช่องว่างปีละกว่า 1.5 ถึง 1.8 หมื่นล้านบาท จากยอดปล่อยกู้ปีละกว่าสี่หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดรับชำระคืนกลับเข้ามาได้เพียงสองหมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น ส่วนต่างตรงนี้ทำให้กองทุนต้องนำสภาพคล่องเดิมมากินบุญเก่า และยิ่งเมื่อมีการปรับกฎหมายใหม่เพื่อลดภาระผู้กู้ ทั้งการลดดอกเบี้ยและการตัดเงินต้นก่อน หากโครงสร้างการจัดเก็บยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ท้ายที่สุดสภาพคล่องย่อมเหือดแห้งจนต้องกลับมาพึ่งพางบประมาณแผ่นดินอีกครั้ง
เมื่อมองลึกลงไป ผมกลับพบว่าปัญหานี้ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เกิดจากระบบการจัดการที่ยังไม่สอดรับกับความเป็นจริง ซึ่งทำให้ผมอดเป็นห่วงคนทั้ง 3 ฝ่ายไม่ได้ เริ่มตั้งแต่ตัวเด็กนักเรียนเอง ที่หลายครั้งต้องเผชิญกับความล่าช้าในขั้นตอนเอกสารจนเกิดสุญญากาศทางการเงิน ไม่มีเงินสำรองจ่ายค่าหอพักหรือค่าครองชีพรายวัน จนบางคนต้องตัดสินใจดรอปเรียนกลางคันอย่างน่าเสียดาย ซ้ำร้ายเมื่อเรียนจบ การติดตามหนี้แบบเดิมผ่านการฟ้องร้องหรือยึดทรัพย์ ก็กลายเป็นตราบาปและสร้างความกดดันให้กับเยาวชนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิต
ขณะเดียวกัน ผมก็ห่วงใยพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องแบกรับความกังวลใจเรื่องหนี้สิน ซึ่งความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจตรงนี้เองที่กำลังกลายเป็นปัจจัยทำให้คนรุ่นใหม่ไม่กล้ามีลูก จนอัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างน่าใจหาย และในอีกด้านหนึ่ง ผมก็เข้าใจและเห็นใจเจ้าหน้าที่ภาครัฐผู้ดูแลกองทุน ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ขาดระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนการติดตามหนี้ที่สูง ทั้งที่ทุกคนล้วนมีเจตนาอยากเป็นผู้หยิบยื่นโอกาสมากกว่าผู้ทวงถาม
สำคัญที่สุด ปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเงินกู้ส่วนบุคคล แต่กำลังสั่นคลอนไปถึงโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์และคนวัยทำงานเริ่มลดน้อยถอยลง เด็กหนึ่งคนที่ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าของตัวเขาเอง
แต่คือ #หนึ่งกำลังแรงงานทักษะสูงที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จ่ายภาษี และร่วมกันดูแลระบบสวัสดิการของสังคมผู้สูงอายุในวันข้างหน้า หากเราปล่อยให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบเพียงเพราะปัญหาความไม่พร้อมทางการเงิน ประเทศเราจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและติดกับดักรายได้ปานกลางต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ ทางออกจึงไม่ใช่การไล่บี้ฟ้องร้องหรือการอุดหนุนงบประมาณลงไป แต่คือการปรับโครงสร้างระบบให้เข้าอกเข้าใจ เห็นใจ และสร้างความยั่งยืน โดยเริ่มจากการเชื่อมโยงระบบ กยศ. เข้ากับฐานภาษีของกรมสรรพากรและประกันสังคม เพื่อให้การผ่อนชำระสอดคล้องกับรายได้จริง หากยังไม่มีรายได้หรือรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ระบบก็จะชะลอการจ่ายให้โดยอัตโนมัติ
ซึ่งจะช่วยปลดล็อกปัญหาหนี้เสียและคดีความลงได้อย่างสิ้นเชิง ควบคู่ไปกับการแยกกระเป๋าเงินค่าครองชีพฉุกเฉินเพื่อส่งตรงถึงมือนักศึกษาทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนเอกสารที่ยืดเยื้อ รวมถึงการบริหารจัดการมูลค่ากองทุนให้สะท้อนอัตราเงินเฟ้อเพื่อรักษาอำนาจซื้อไว้ให้คนรุ่นถัดไป
ผมเชื่อมั่นว่า หากเรากล้าที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบให้ชัดเจนและโปร่งใส กยศ. จะไม่ได้เป็นเพียงกองทุนที่คอยแบกรับความเสี่ยง แต่จะกลับมาเป็นสะพานเชื่อมโอกาสที่แข็งแรง มั่นคงและอบอุ่น ที่ช่วยให้เด็กไทยทุกคนก้าวไปถึงฝั่งฝัน เพื่อเติบโตมาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศเราไปด้วยกันครับ
'คนวัยหนุ่มสาว คือ ทรัพยากรอันล้ำค่าของประเทศ'
มงคล ลีลาธรรม














