ตระหนักรู้พร้อมรับมือ
ตระหนักรู้พร้อมรับมือ คลื่นยักษ์มักเริ่มจากระลอกน้ำที่มองไม่เห็นกลางมหาสมุทร...
วันนี้ 'ดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ' คือคลื่นลูกนั้นที่กำลังซัดตรงมายังชายฝั่งเศรษฐกิจไทย สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกเวลานี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของมหาอำนาจ
แต่วิกฤตเงียบที่กำลังก่อตัวขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังส่งคลื่นกระแทกข้ามทวีปมาสั่นคลอนถึงกระเป๋าเงินของพวกเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ดีดตัวสูงขึ้น สภาพคล่องจากทั่วทุกมุมโลกย่อมถูกดูดกลับเข้าสู่ศูนย์กลางทางการเงินอย่างดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่สกุลเงินทั่วโลกรวมถึงเงินบาทต้องเผชิญกับแรงกดดันให้อ่อนค่าลงอย่างหนัก
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน หากแต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวปราการสำคัญของชาติ นั่นคือทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถือครองสินทรัพย์สกุลเงินตราต่างประเทศและพันธบัตรสหรัฐฯ ไว้เป็นกันชนรักษาเสถียรภาพ
ตามหลักการเงิน เมื่อดอกเบี้ยในตลาดพุ่งทะยานขึ้น มูลค่าหน้าตั๋วของพันธบัตรเดิมที่ถือครองอยู่ย่อมลดลงตามกลไกราคา ส่งผลให้เกิดการขาดทุนทางบัญชีจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ยามที่เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไปจนเริ่มสั่นคลอนระบบเศรษฐกิจ แบงก์ชาติจำเป็นต้องนำทุนสำรองฯ ออกมาแทรกแซงเพื่อชะลอความผันผวน แม้ทุนสำรองของไทยจะยังแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค แต่การลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ย่อมบั่นทอนและจำกัดความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินลงไปทีละน้อย
สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือแรงเหวี่ยงนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องประชุมของธนาคารกลาง หากแต่กำลังส่งผ่านลงสู่ชีวิตจริงของพี่น้องในระดับฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลง ต้นทุนการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซ วัตถุดิบอาหารสัตว์ ปุ๋ย และเคมีภัณฑ์จึงปรับตัวสูงขึ้นทันที กลายเป็น “ภาวะเงินเฟ้อจากการนำเข้า” ที่ผลักดันให้ค่าครองชีพและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
และในจังหวะเดียวกันนั้น เมื่อต้นทุนทางการเงินในตลาดโลกขยับสูง อัตราดอกเบี้ยในประเทศย่อมถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นตามเพื่อรักษาสมดุลกระแสเงินทุน สถาบันการเงินจึงจำเป็นต้องส่งผ่านภาระดอกเบี้ยเงินกู้มายังผู้ประกอบการและประชาชน
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภาพที่ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ SME และคนตัวเล็กต้องเผชิญกับภาวะคีมหนีบสองด้าน ด้านหนึ่งคือยอดขายที่ต่ำลงเพราะกำลังซื้อในกระเป๋าของชาวบ้านหดหาย แต่อีกด้านหนึ่งกลับต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่ายและต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้น ในขณะที่พี่น้องที่มีภาระหนี้บ้าน หนี้ยานพาหนะ หรือหนี้เพื่อการประกอบอาชีพ ต่างต้องพบกับความจริงว่า ค่างวดที่จ่ายไปในแต่ละเดือนกลับถูกนำไปตัดเงินต้นได้น้อยลงเรื่อยๆ
ในบทบาทนายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ผมมองเห็นคลื่นลูกนี้กำลังซัดเข้าสู่ “ตลาดหุ้นไทย” อย่างรุนแรงเช่นกัน
เมื่อผลตอบแทนจากสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยงอย่างพันธบัตรสหรัฐฯ ยืนอยู่ในระดับสูง เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ย่อมไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทย เพื่อกลับไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าและปลอดภัยกว่า แรงขายสุทธิที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกดดันให้ดัชนีผันผวน ขณะเดียวกัน บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนการเงินจากการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ที่ดอกเบี้ยแพงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรสุทธิและความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดและน่าเป็นห่วงที่สุด ก็คือ “นักลงทุนรายบุคคล” หรือนักลงทุนรายย่อย ที่มักตกเป็นผู้รับแรงปะทะปลายทาง ท่ามกลางกระแสตลาดที่ผันผวนและขาดสภาพคล่อง
สำหรับ พี่น้องนักลงทุนรายบุคคล ในช่วงเวลาแห่งความผันผวนนี้ ผมขอฝากแนวทางการตั้งรับไว้ 4 ประการสำคัญดังนี้ครับ
1. งดเว้นการใช้บัญชีมาร์จิ้นหรือการกู้เงินมาลงทุน (De-leverage) เนื่องจากตลาดผันผวนสูง ดอกเบี้ยขาขึ้นจะทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยกัดกินผลตอบแทน และเสี่ยงต่อการถูกบังคับขาย (Force Sell)
2. หันกลับมาโฟกัสหุ้นที่มีกระแสเงินสดแท้จริง (Cash Flow is King) โดยเลือกลงทุนในบริษัทที่มีหนี้สินต่ำ มีอำนาจในการส่งผ่านต้นทุน และมีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เพื่อให้เงินปันผลทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับความผันผวน
3. อย่าตกหลุมพรางหุ้นเก็งกำไรไร้พื้นฐาน เพราะในยามที่สภาพคล่องในระบบหดตัว หุ้นที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับจะเผชิญแรงเทขายรุนแรงและฟื้นตัวได้ยากที่สุด
4. ถือเงินสดสำรองไว้เป็นกันชนและรอโอกาส การมีสภาพคล่องในมือช่วยลดแรงกดดันทางจิตวิทยา และทำให้เราพร้อมเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานดีในยามที่ราคาปรับลดลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
ในวันที่พายุการเงินระลอกนี้กำลังพัดพาความผันผวนเข้ามาใกล้ตัว ผมอยากเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อย คนทำงาน หรือนักลงทุนรายบุคคล คือการตระหนักรู้และเตรียมพร้อมรับมือ การบริหารกระแสเงินสดให้รัดกุมที่สุด การชะลอการก่อหนี้ก้อนใหม่ที่ไม่สร้างรายได้ และการมีวินัยในการลงทุน คือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด
ขณะเดียวกัน ผมมองว่า ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องมีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับรายย่อย มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อที่ทันท่วงทีสำหรับ SME รวมถึงหน่วยงานในตลาดทุนต้องร่วมกันดูแลความโปร่งใสและเสถียรภาพของตลาด เพื่อไม่ให้สายป่านสภาพคล่องของคนตัวเล็ก และนักลงทุนรายย่อยต้องขาดลงกลางพายุลูกนี้ครับ.
มงคล ลีลาธรรม














