NER ผถห.อนุมัติจ่ายเงินปันผลปี 68 อัตรา 0.31 บ./หุ้น เตรียมขึ้น XD 23 เม.ย. 69 จ่อรับทรัพย์ 7 พ.ค.นี้ รุกตลาดสินค้าไฮมาร์จิ้น-ลุยขยายกำลังผลิตสู่ผู้นำยางโลก
NER ผถห.อนุมัติจ่ายเงินปันผลปี 68 อัตรา 0.31 บ./หุ้น เตรียมขึ้น XD 23 เม.ย. 69 จ่อรับทรัพย์ 7 พ.ค.นี้ รุกตลาดสินค้าไฮมาร์จิ้น-ลุยขยายกำลังผลิตสู่ผู้นำยางโลก
ผู้ถือหุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ NER ยกมือโหวตจ่ายปันผลงวดปี 2568 ในอัตรา 0.31 บาทต่อหุ้น โดยจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.05 บาทต่อหุ้น คงเหลือจ่ายอีก 0.26 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 23 เมษายน เตรียมรับทรัพย์ 7 พฤษภาคม นี้ ฟากซีอีโอ'ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์'ลั่นปี 2569 รุกตลาดสินค้าไฮมาร์จิ้น พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิต รองรับคำสั่งซื้อในอนาคต มั่นใจแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากดีมานด์ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2568) ในอัตราหุ้นละ 0.31 บาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายปันผลระหว่างกาลแล้ว 0.05 บาทต่อหุ้น คงเหลือจ่ายอีก 0.26 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 23 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569
สำหรับ ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 30,510.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.96% และมีกำไรสุทธิ 1,884.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.04% จากปีก่อน โดยมีปริมาณการขายรวม 475,430 ตัน เพิ่มขึ้น 8.25% สะท้อนความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับ ทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยกำลังการผลิตที่ 500,000 ตันต่อปี และยอดขายประมาณ 32,000 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย ควบคู่กับการทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ และการเพิ่มลูกค้าใหม่อีกอย่างน้อย 2 ราย
ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 คาดว่าจะเปิดดำเนินการในไตรมาส 1 ปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 320,000 ตันต่อปี ดันกำลังการผลิตรวมแตะกว่า 835,600 ตันต่อปี รองรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่มีอยู่ต่อเนื่องถึงกลางปี 2569 รวมถึงความร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในการบริหารจัดการวัตถุดิบระยะยาว
ในด้านการบริหาร บริษัทฯ เน้นควบคุมต้นทุนและบริหารความเสี่ยง ผ่านกลยุทธ์ Matching และ Hedging ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะเดียวกันยังยกระดับการดำเนินงานตามแนวทาง ESG เพื่อเสริมความเชื่อมั่นในระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะ'แผ่นปูรองปศุสัตว์จากยางพารา'ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพสูง ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม และสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) สูง โดยมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนความต้องการใช้ยางธรรมชาติในระยะยาว
บริษัทฯ ประเมินสถานการณ์ราคายางธรรมชาติ ปี 2569 ยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยราคาเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 60–80 บาทต่อกิโลกรัม โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการใช้ยางในภาคยานยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถต่อยอดการผลิตและรองรับความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยางระดับโลกในระยะยาว














