เมื่อตัวเลขว่างงาน 0.95%...
เมื่อตัวเลขว่างงาน 0.95%...
กลายเป็นภาพลวงตาทางสถิติที่กำลังกลบ'วิกฤติ'ของเศรษฐกิจไทย
ในฐานะคนที่ติดตามเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจและการเงินมาตลอด สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเป็นห่วงและกังวลใจอย่างยิ่ง คือคุณภาพของชุดข้อมูลที่เรากำลังใช้กำหนดทิศทางประเทศในวันนี้ครับ
เวลาเราเปิดดูรายงานเศรษฐกิจทางการ เรามักจะได้ยินตัวเลขอัตราการว่างงานที่ต่ำจนน่าประหลาดใจ วนเวียนอยู่เพียง 0.9% ถึง 1.2% หรือมีคนตกงานอยู่แค่ราวสี่แสนคน ฟังดูเผินๆ ประเทศไทยเราดูแข็งแกร่ง ทุกคนมีงานทำ และแทบไม่มีปัญหาเรื่องการจ้างงานเลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อผมมีโอกาสได้ลงพื้นที่ พูดคุยกับพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ขาย หรือผู้ใช้แรงงานทั่วไป สิ่งที่ได้ยินสะท้อนกลับมาแทบจะเป็นเสียงเดียวกันคือ ข้าวของแพงขึ้น ค้าขายฝืดเคือง รายได้ไม่พอจ่าย และภาระหนี้สินเริ่มรัดตัวจนแทบหายใจไม่ออก
ความย้อนแย้งที่น่าตกใจนี้เกิดขึ้นเพราะตัวเลขอัตราการว่างงานที่ต่ำเกือบศูนย์นั้น จริงๆแล้วเป็นเพียง #ภาพลวงตาทางสถิติที่ซ่อนวิกฤติเอาไว้ใต้พรม จากนิยามคำว่า'ผู้ว่างงาน'ตามเกณฑ์มาตรฐานสากลที่กำหนดไว้อย่างแคบและเข้มงวดมาก คือต้องเป็นผู้ที่'ไม่มีงานทำเลยแม้แต่ 1 ชั่วโมงเดียวในสัปดาห์ที่สำรวจ'พร้อมที่จะทำงาน และกำลังหางานทำอยู่ ในทางกลับกัน นิยามของ'ผู้มีงานทำ'จึงกว้างขวางจนกลบความจริงไปทั้งหมด เพราะเพียงแค่คุณทำงานแลกเงิน หรือแม้แต่ช่วยธุรกิจและงานเกษตรของครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ครบเพียง 1 ชั่วโมงในรอบสัปดาห์ ระบบก็ตัดชื่อคุณออกจากการเป็นผู้ว่างงานทันที
ยิ่งเมื่อบวกเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีแรงงานนอกระบบและอาชีพอิสระมากกว่าครึ่ง คนกลุ่มนี้ไม่มีสวัสดิการหรือเงินชดเชยการว่างงานมารองรับ การหยุดนิ่งจึงหมายถึงการไม่มีกิน ทำให้เมื่อถูกเลิกจ้าง พวกเขาจำต้องดิ้นรนไปหาอะไรทำเล็กๆ น้อยๆ รับจ้างรายวัน ขับขี่รถรับจ้าง หรือเดินทางกลับภูมิลำเนาไปช่วยงานในแปลงเกษตร จนเกิดภาวะ'การว่างงานแฝง'ที่คนหลายคนต้องมาแบ่งงานที่ทำเพียงคนสองคนก็เสร็จ แม้ตามนิยามสถิติพวกเขาจะไม่ใช่คนตกงาน แต่ในแง่ความเป็นจริง ผลิตภาพและรายได้ที่แท้จริงกลับหดหายไปเกือบทั้งหมด
หากมองให้ลึกถึงนิยามตัวเลขสี่แสนคน จะพบสัญญาณเตือนภัยที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น เพราะวันนี้เรามีกลุ่มผู้เสมือนว่างงาน หรือคนที่ทำงานไม่ถึง 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และพร้อมที่จะทำงานเพิ่ม สูงถึง 2.2 ล้านคน โดยเฉพาะนอกภาคเกษตรที่ตัวเลขพุ่งขึ้นกว่า 14% ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มผู้ว่างงานระยะยาวสะสมอีกกว่า 8.1 แสนคน เมื่อนำแรงงานกลุ่มเปราะบางเหล่านี้มารวมกัน นั่นหมายความว่ามีคนไทยเกือบ 3.4 ล้านคน หรือเกือบ 8.5% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ที่กำลังเผชิญกับวิกฤติรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ
สิ่งที่ผมนึกห่วงที่สุดคือ เมื่อข้อมูลตั้งต้นไม่สะท้อนความเป็นจริง การวินิจฉัยและจ่ายยาในระดับนโยบายย่อมหลงทิศตามไปด้วย ธนาคารกลางอาจมองว่าตลาดแรงงานตึงตัวและเศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพแล้ว จนประเมินดอกเบี้ยคลาดเคลื่อนและคงดอกเบี้ยไว้นานเกินไป ทั้งที่กำลังซื้อข้างล่างกำลังฝ่อลงเรื่อยๆ ขณะที่ฝั่งรัฐบาล เมื่อเห็นตัวเลขคนตกงานเพียงหยิบมือ
งบประมาณที่จะนำมาใช้ยกระดับทักษะแรงงานหรือสร้างงานคุณภาพสูงก็ไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร แล้วหันไปเน้นเพียงการแจกเงินกระตุ้นระยะสั้น เพราะเข้าใจผิดว่าประชาชนแค่ขาดสภาพคล่อง ทั้งที่ต้นตอของปัญหาคือโครงสร้างงานที่ทำอยู่สร้างรายได้ต่ำเกินไป
ถึงเวลาแล้วครับที่เราต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงและรื้อระบบการจัดเก็บสถิติแรงงานใหม่ให้โปร่งใสและครอบคลุมมิติการทำงานต่ำในทุกระดับอย่างแท้จริง เหมือนเช่นที่หลายประเทศที่พัฒนาแล้วเขาทำกัน เพราะหากเราต้องการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่แค่การทุ่มงบประมาณลงไป แต่คือ การติดกระดุมเม็ดแรกด้วยการมีข้อมูลที่สะท้อนคุณภาพชีวิตจริงของพี่น้องประชาชนให้ถูกต้องเสียก่อน
มิเช่นนั้น นโยบายเศรษฐกิจใดๆ ที่ออกมา ก็ไม่มีวันเยียวยาบาดแผลที่แท้จริงของประเทศได้เลยครับ...
มงคล ลีลาธรรม














