พาณิชย์ คุมส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ดีเดย์ 7 เม.ย. เพื่อให้เพียงพอบริโภค ใช้ในพลังงาน
พาณิชย์ คุมส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ดีเดย์ 7 เม.ย. เพื่อให้เพียงพอบริโภค ใช้ในพลังงาน
กรมการค้าภายในเผยประกาศ กกร. คุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ต้องขออนุญาตก่อน ดีเดย์บังคับใช้ 7 เม.ย.69 จากเดิมไม่ต้องขอ เพื่อบริหารจัดการให้มีเพียงพอต่อการบริโภคในการทำเป็นน้ำมันปาล์มขวด และใช้เป็นพลังงานในประเทศ ย้ำจะดูแลราคาให้กับเกษตรกร ขายผลผลิตได้อย่างเป็นธรรมด้วย ล่าสุดสต็อกมี 3.71 แสนตัน อยู่ในระดับที่เหมาะสม
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2569 เป็นต้นไป ต้องขออนุญาตก่อนการส่งออก จากเดิมที่ไม่ต้องขออนุญาต เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างเหมาะสม
สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงาน และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน เพราะราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ภาคพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล และไทยมีทั้งการใช้และการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบในระดับสูง จึงต้องบริหารจัดการสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เพื่อให้มีเพียงพอต่อการบริโภคและการใช้เป็นพลังงานในประเทศ
โดยมาตรการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศอย่างพอเพียงในช่วงวิกฤตการณ์พลังงาน ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภคของประชาชน รวมถึงเป็นการสำรองวัตถุดิบพลังงานภายในประเทศ เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นพลังงานชีวภาพที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองและมีการส่งออกในปริมาณสูง จึงจำเป็นต้องพิจารณาการส่งออกให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ในประเทศเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันควบคู่กัน โดยกรมจะรักษาระดับราคาผลปาล์มให้เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดหรือความผันผวนของราคา เพื่อให้เกษตรกรยังคงมีรายได้จากราคาผลปาล์มอย่างเป็นธรรม และลดความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลง
ก่อนหน้านี้ กกร. ได้ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2569 เรื่อง การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้'น้ำมันปาล์มดิบ' หมายถึง น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil : CPO) ตามพิกัดศุลกากรประเภทย่อย 1511.10.00 และห้ามมิให้บุคคลใดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2569 เป็นต้นไป
เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยผู้ได้รับอนุญาตต้องส่งออกให้ตรงตามชนิด ประเภท ปริมาณ ระยะเวลา และสถานที่ตามที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต พร้อมต้องนำหนังสืออนุญาตกำกับการส่งออกทุกครั้ง และหนังสืออนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะการส่งออกครั้งเดียวเท่านั้น
สำหรับ ผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่า จะมีผลผลิต 21.87 ล้านตัน สามารถสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 3.94 ล้านตัน โดยล่าสุด ณ เดือน ก.พ.2569 มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือประมาณ 0.371 ล้านตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเหมาะสม ขณะที่น้ำมันปาล์มบรรจุขวดมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ
พาณิชย์ คุมส่งออก CPO เริ่ม 7 เม.ย. บริหารปาล์มทั้งระบบ สำรองพลังงาน–คุมราคาน้ำมันปาล์มขวด–ไม่กระทบราคาผลปาล์มของเกษตรกร
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ภาคพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล ขณะเดียวกันไทยมีทั้งการใช้และการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบในระดับสูง ภาครัฐจึงต้องบริหารจัดการสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เพื่อให้มีเพียงพอต่อการบริโภคและการใช้เป็นพลังงานในประเทศ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพราคาผลปาล์มไม่ให้ผันผวน และให้เกษตรกรยังคงมีรายได้อย่างเป็นธรรม
นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จึงได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ต้องขออนุญาตก่อนการส่งออก จากเดิมที่ไม่ต้องขออนุญาต เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงาน และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน
มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศอย่างพอเพียงในช่วงวิกฤตการณ์พลังงาน ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภคของประชาชน รวมถึงเป็นการสำรองวัตถุดิบพลังงานภายในประเทศ เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นพลังงานชีวภาพที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองและมีการส่งออกในปริมาณสูง จึงจำเป็นต้องพิจารณาการส่งออกให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ในประเทศเป็นสำคัญ”
นายวิทยากร กล่าวว่า “การบริหารจัดการต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันควบคู่กัน โดยกรมจะรักษาระดับราคาผลปาล์มให้เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดหรือความผันผวนของราคา เพื่อให้เกษตรกรยังคงมีรายได้จากราคาผลปาล์มอย่างเป็นธรรม และลดความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลง”
ทั้งนี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2569 เรื่อง การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ “น้ำมันปาล์มดิบ” หมายถึง น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil : CPO) ตามพิกัดศุลกากรประเภทย่อย 1511.10.00 และห้ามมิให้บุคคลใดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยผู้ได้รับอนุญาตต้องส่งออกให้ตรงตามชนิด ประเภท ปริมาณ ระยะเวลา และสถานที่ตามที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต พร้อมต้องนำหนังสืออนุญาตกำกับการส่งออกทุกครั้ง และหนังสืออนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะการส่งออกครั้งเดียวเท่านั้น
สำหรับ ผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่าจะมีผลผลิต 21.87 ล้านตัน สามารถสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 3.94 ล้านตัน โดยล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือประมาณ 0.371 ล้านตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเหมาะสม ขณะที่น้ำมันปาล์มบรรจุขวดมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ
“เป้าหมายสูงสุดคือการดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และดูแลรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันอย่างสมดุล กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีเพียงพอ ประชาชนซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม และไม่เกิดการกักตุนสินค้า”นายวิทยากรกล่าวทิ้งท้าย














