การให้สัตยาบันสารกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security)

Category: มติ ครม.
Published on Saturday, 10 October 2026 14:46
Hits: 219

 

การให้สัตยาบันสารกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security)

 

Gov 6

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการให้สัตยาบันกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security) ของประเทศไทย และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำสัตยาบันสารเพื่อการดังกล่าว และดำเนินการยื่นต่อเลขาธิการอาเซียนต่อไป ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ 

          สาระสำคัญของเรื่อง

          1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์) ได้ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security) ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 43 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยกรอบความตกลงฯ จะมีผลบังคับใช้หลัง 90 วัน นับตั้งแต่ประเทศสมาชิกอาเซียนให้สัตยาบันครบ 10 ประเทศ ต่อมาสำนักเลขาธิการอาเซียนแจ้งว่าประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศได้ลงนามในกรอบความตกลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และขอให้ประเทศสมาชิกเร่งรัดกระบวนการภายในประเทศเพื่อการยื่นสัตยาบัน (instrument of Ratification) ต่อเลขาธิการอาเซียน เพื่อให้ความตกลง APSA มีผลบังคับใช้เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของอาเซียนในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาค

          2. กรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางปิโตรเลียมให้กับสมาชิกประเทศอาเซียน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคพลังงานในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ โดยยึดถือหลักการในการมีส่วนร่วมและการให้ความช่วยเหลือสมาชิกผ่านกลไกมาตรการประสานงานเพื่อตอบสนองต่อสภาวะฉุกเฉิน (Coordinated Emergency Response Mechanism: CERM) บนพื้นฐานความสมัครใจและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของประเทศสมาชิกโดยกรอบความตกลงฯ กำหนดให้มีการช่วยเหลือประเทศสมาชิกอาเซียนที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนปิโตรเลียมอย่างน้อยร้อยละ 10 ของปริมาณความต้องการใช้ปิโตรเลียมภายในประเทศในสภาวะปกติเป็นระยะเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 30 วัน

          ประโยชน์และผลกระทบ

          1. กรอบความตกลงฯ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิและผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในการช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยจะเป็นกลไกทางเลือกในการแสวงหาความร่วมมือและการสนับสนุนในกรณีที่ประเทศไทยเกิดการขาดแคลนพลังงานในช่วงสภาวะวิกฤติ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถขอรับความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีศักยภาพในการแบ่งปันน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในช่วงที่เกิดสภาวะขาดแคลนได้ ทั้งนี้ หากมีการร้องขอให้ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ก็สามารถพิจารณาดำเนินการได้ตามความพร้อม ความสมัครใจ และความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
โดยคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานของไทยเป็นสำคัญ

          2. กระทรวงพลังงานพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการตามกรอบความตกลงฯ สามารถทำได้ภายใต้อำนาจ หน้าที่ กฎหมาย และระเบียบที่มีอยู่ และสามารถปฏิบัติตามบันทึกกรอบความตกลงฯ ได้โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา นอกจากนี้ การดำเนินการตามกรอบความตกลงฯ ในระยะกลางถึงระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดสภาวะวิกฤติพลังงาน อาทิ การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการสำรองน้ำมัน จะดำเนินการตามความสนใจและความสมัครใจของประเทศสมาชิกโดยไม่มีข้อผูกมัด ดังนั้น จึงไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนอย่างกว้างขวาง กรณีนี้ กระทรวงพลังงาน จึงเห็นว่าไม่ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และกระทรวงพลังงานได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินการตามกรอบความตกลงฯ ดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลัง ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยทางการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 6 ตุลาคม 2569

 

 

g24

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100