การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคี
การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคี

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคี ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ไทยและติมอร์ฯ มีความสัมพันธ์ราบรื่น โดยไทยเป็นประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของติมอร์ฯ และติมอร์ฯ มีทัศนคติที่ดีต่อไทยตั้งแต่เมื่อครั้งที่ไทยร่วมกับสหประชาชาติในการรักษาสันติภาพในติมอร์ฯ เมื่อปี 2542 และทั้งสองฝ่ายได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2548
2. นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ว่างเว้นจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการมาเป็นเวลา 13 ปี ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2556 และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ติมอร์ฯ ได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2568 ดังนั้น การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ในครั้งนี้ (9-10 ตุลาคม 2569) จึงมีความสำคัญต่อการผลักดันความร่วมมือต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเป็นโอกาสในการหารือเพื่อกำหนดแผนการดำเนินการร่วมกันในอนาคต
3. ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีสาระสำคัญเป็นการจัดตั้งการหารือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย เพื่อเป็นเวทีหารือระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ โดยมีเนื้อหาสำคัญเพื่อทบทวนสาขาความร่วมมือที่มีอยู่ ระบุสาขาความร่วมมือใหม่ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
4. ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
5. ประโยชน์และผลกระทบ การจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศมีเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป ทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และสังคมวัฒนธรรม
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 6 ตุลาคม 2569
g20














