REIC เปิดภาพตลาดที่อยู่อาศัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครึ่งแรกปี 2569 ขอนแก่นยังมีพื้นที่เติบโต โคราชเน้นระบายสต็อก อุดรธานีต้องจับตาซัพพลายสะสม

Category: อสังหาริมทรัพย์ฯ
Published on Friday, 02 October 2026 11:16
Hits: 143

REIC เปิดภาพตลาดที่อยู่อาศัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครึ่งแรกปี 2569 ขอนแก่นยังมีพื้นที่เติบโต โคราชเน้นระบายสต็อก อุดรธานีต้องจับตาซัพพลายสะสม
        ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด (นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และมหาสารคาม) ครึ่งแรกปี 2569 พบว่า ตลาดส่งสัญญาณฟื้นตัว อุปสงค์เพื่ออยู่อาศัยจริงยังมีอยู่ แต่การฟื้นตัวและทิศทางของแต่ละจังหวัดแตกต่างกันอย่างชัดเจน ขอนแก่นยังมีโอกาสเติบโตจากยอดขายและยอดโอนที่แข็งแรง

       ขณะที่นครราชสีมาอยู่ในช่วงบริหารและระบายสต็อกเดิม ส่วนอุดรธานีต้องจับตาการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือ โดยเฉพาะอาคารชุด ด้านอุบลราชธานีควรปรับสินค้าให้ตรงกำลังซื้อ และมหาสารคามเหมาะกับโครงการขนาดเล็กที่ตอบโจทย์ผู้ซื้อจริง
REIAผอ.มานะ      ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า มาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนอง มีส่วนช่วยให้กิจกรรมในตลาดที่อยู่อาศัยปรับตัวดีขึ้น โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 18% และมูลค่าการโอนเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยมีทิศทางสอดคล้องเช่นกัน ภาพโดยรวมคือความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใน 5 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีอยู่ แต่สถานการณ์ด้านอุปทานของแต่ละเมืองแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะแต่ละพื้นที่มีโครงสร้างอุปสงค์ สต็อก และจังหวะการฟื้นตัวไม่เหมือนกัน
       ที่น่าสนใจคือข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์สะท้อนว่าบ้านมือสองมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ โดยอยู่ในช่วงมากกว่า 70% และบางจังหวัดเข้าใกล้ 90% ของยอดโอนทั้งหมด ภาพดังกล่าวชี้ว่าบ้านมือสองไม่เพียงเป็นคู่แข่งของตลาดบ้านใหม่ แต่ยังเป็นตัวสะท้อนกำลังซื้อที่แท้จริง ผู้ประกอบการบ้านใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับระดับราคา ขนาดสินค้า และคุณค่าที่ผู้ซื้อได้รับมากขึ้น
        ทั้งนี้ การฟื้นตัวในแต่ละพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความแตกต่างกัน โดยจังหวัดนครราชสีมายังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยอดขายใหม่สูงกว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ประมาณ 1.6 เท่า ส่งผลให้สินค้าคงเหลือลดลงซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าตลาดเริ่มดูดซับอุปทานเดิมได้ อย่างไรก็ตามหากไม่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดคาดว่าจะยังต้องใช้เวลาประมาณ 51 เดือน หรือมากกว่า 4 ปี จึงจะระบายสต็อกเดิมได้ทั้งหมด ภาพรวมจึงเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการบริหารสต็อก การแบ่งเฟสพัฒนา และการกำหนดราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อ มากกว่าการเร่งเปิดโครงการใหม่
        จังหวัดขอนแก่นเป็นตลาดที่ส่งสัญญาณแข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งในรอบการสำรวจนี้ โดยยอดขายใหม่สูงกว่าหน่วยเปิดขายใหม่ประมาณ 1.9 เท่า และสินค้าคงเหลือลดลงเกือบ 10% สะท้อนว่าความต้องการซื้อยังมีต่อเนื่องและตลาดสามารถดูดซับสินค้าเดิมได้ ในด้านการโอนกรรมสิทธิ์ ขอนแก่นมียอดโอนรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของภาคและแซงนครราชสีมา ขณะที่ยอดโอนอาคารชุดใหม่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว สอดคล้องกับความต้องการของคนทำงานและผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยในเขตเมือง อย่างไรก็ตามการเติมอุปทานใหม่ยังต้องระมัดระวังให้สอดคล้องกับยอดขาย และจำเป็นต้องเลือกทำเล ประเภทสินค้า และระดับราคาอย่างรอบคอบ
      สำหรับ อีก 3 จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดที่ข้อมูลส่งสัญญาณให้ติดตามใกล้ชิด แม้จำนวนสินค้าคงเหลือโดยรวมยังไม่สูงมากแต่ยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระดับต่ำ โดยสินค้าคงเหลือประเภทอาคารชุดเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า และบ้านแนวราบเพิ่มขึ้นเกือบ 50% สะท้อนว่าอุปทานกำลังขยายตัวเร็วกว่าความสามารถในการขาย ปัจจุบันระยะเวลาขายสินค้าคงเหลืออยู่ที่ประมาณ 26 เดือน ซึ่งยังไม่ถือว่าสูงมาก แต่หากการสะสมสต็อกยังดำเนินต่อไปในอัตราเดิม ตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงควรชะลอการเติมอุปทานใหม่และให้ความสำคัญกับการระบายอาคารชุดที่คงค้างอยู่ก่อน จังหวัดอุบลราชธานีมียอดโอนรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 14% แต่โครงการใหม่ยังขายได้ช้า และสินค้าคงเหลือประเภทอาคารชุดเพิ่มขึ้นเกือบ 28%
      สะท้อนว่า กำลังซื้อที่มีอยู่อาจสอดคล้องกับบ้านแนวราบในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า โจทย์หลักของตลาดอุบลราชธานีจึงเป็นการปรับประเภทและราคาสินค้าให้ตรงกับกำลังซื้อ มากกว่าการเร่งขยายอุปทาน ส่วนมหาสารคามมียอดโอนบ้านใหม่ลดลงประมาณ 27% ขณะที่ยอดขายใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระดับต่ำและอุปทานเริ่มเข้าสู่ตลาดเร็วกว่าความต้องการซื้อ เนื่องจากเป็นตลาดขนาดเล็ก การเปิดเพียงหนึ่งโครงการอาจเปลี่ยนสมดุลตลาดได้ จึงเหมาะกับโครงการขนาดเล็ก แบ่งการพัฒนาเป็นระยะ และมุ่งตอบโจทย์ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง
REIAสิทธิเพ็ญ      คุณสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากผลสำรวจสำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด มี Total Supply รวม 15,777 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.4% YoY มูลค่า 53,241 ล้านบาท มีโครงการเปิดขายใหม่ (New Supply) จำนวนรวม 2,224 หน่วย เพิ่มขึ้น 62.3% YoY มีมูลค่าเปิดขายใหม่รวม 6,803 ล้านบาท หน่วยขายได้ใหม่ (New Sales) มีจำนวนรวม 2,356 หน่วย เพิ่มขึ้น 0.5% YoY มูลค่า 7,778 ล้านบาท ส่งผลให้หน่วยเหลือขายสะสม (Remaining Supply) เพิ่มขึ้น 5.3% YoY อยู่ที่ 13,421 หน่วย มูลค่า 45,463 ล้านบาท และอัตราดูดซับเฉลี่ย (Absorption Rate) ทรงตัวอยู่ที่ 2.5% ต่อเดือน ส่งผลให้คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 34 เดือน อาคารชุดใช้เวลาเพียง 22 เดือน ขณะที่บ้านจัดสรรใช้เวลานานขึ้นเป็น 44 เดือน
      พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ตลาดภาพรวมส่งสัญญาณชะลอตัว ผู้ประกอบการลดการเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ โดยมี Total Supply ลดลง 7.6% YoY มี New Supply เพิ่มขึ้น 46.5% YoY ทั้งหมดเป็นบ้านจัดสรร ด้าน New Sales ลดลง 23.7% YoY ขณะที่ Remaining Supply ลดลง 5.3% เหลือ 3,763 หน่วย โดยมีอัตราดูดซับเฉลี่ย 1.7% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 51 เดือน บ้านจัดสรร 51 เดือน, อาคารชุด 56 เดือน สำหรับส่วนใน อำเภอปากช่อง มี Total Supply ลดลง 20.8% YoY New Sales ลดลง 58.4% YoY ขณะที่ Remaining Supply ลดลง 12.4% และอัตราดูดซับบ้านจัดสรรอยู่ที่ 1.2% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายประมาณ 74 เดือน ส่วนอาคารชุดอัตราดูดซับ 2.0% จะใช้เวลาขายประมาณ 45 เดือน
       พื้นที่จังหวัดขอนแก่นภาพรวมเติบโตแข็งแกร่งจากแรงหนุนของอาคารชุด โดยมี Total Supply รวม 6,760 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.0% YoY มูลค่า 21,482 ล้านบาท มี New Supply รวม 672 หน่วย แบ่งเป็นอาคารชุด 583 หน่วย และบ้านจัดสรร 89 หน่วย ด้าน New Sales ขยายตัวโดดเด่นถึง 17.4% YoY โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจาก อาคารชุดที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 70.0% จากการที่โครงการใหม่ในทำเลเมืองที่สามารถปิดการขายได้ทั้งหมด 100% ขณะที่บ้านจัดสรรยอดขายชะลอตัวลดลง 18.7% ส่งผลให้ Remaining Supply เพิ่มขึ้น 3.7% YoY อัตราดูดซับรวมอยู่ที่ 3.1% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือลดลงเหลือ 27 เดือน อาคารชุดใช้เวลาเพียง 21 เดือน ขณะที่บ้านจัดสรรอยู่ที่ 35 เดือน
       พื้นที่จังหวัดอุดรธานีเผชิญการขยายตัวของอุปทานครั้งใหญ่ โดย Total Supply รวมพุ่งขึ้น 74.4% YoY New Supply เพิ่มขึ้น 719.8% YoY ด้าน New Sales ภาพรวมขยายตัวก้าวกระโดด 73.8% YoY ขับเคลื่อนหลักจากอาคารชุดที่มียอดขายพุ่งทะลุเพิ่มขึ้น 356.5% สวนทางกับบ้านจัดสรรที่ยอดขายลดลง 16.5% ส่งผลให้ Remaining Supply เพิ่มขึ้น 74.6% YoY อัตราดูดซับรวมเฉลี่ย 3.1% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 26 เดือน
       พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ในภาวะชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยมี Total Supply ลดลง 14.7% New Supply ลดลง 18.2% YoY ทั้งหมดเป็นบ้านจัดสรร ด้าน New Sales ปรับตัวลดลงถึง 56.3% YoY ขณะที่อาคารชุดขายลดลงถึง 96.6% ส่งผลให้ Remaining Supply รวมอยู่ที่ 1,176 หน่วย อัตราดูดซับรวมชะลอลงเหลือ 1.5% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือเฉลี่ย 59 เดือน
พื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ตลาดทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร (ไม่มีอาคารชุดคงเหลือเสนอขาย) Total Supply เพิ่มขึ้น 5.4% YoY ด้าน New Sales เพิ่มขึ้น 16.7% YoY ขณะที่ Remaining Supply ยังคงเพิ่มขึ้น 4.3% YoY อัตราดูดซับเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 55 เดือน
      คลังกำหนดมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อให้เม็ดเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และหน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางในการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี เงินงบประมาณ และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ครอบคลุมทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ
      โดยปีงบประมาณ พ.ศ.2570 มีเม็ดเงินภาครัฐ จำนวน 4.31 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 2.44 แสนล้านบาท งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3.79 ล้านล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 2.79 แสนล้านบาท โดยกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 75 รายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า ร้อยละ 98 รายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า ร้อยละ 93 และการใช้จ่ายงบประมาณ (ก่อหนี้) รายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำ และรายจ่ายภาพรวม ร้อยละ 100 รวมทั้งการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่า ร้อยละ 95 ของกรอบงบลงทุน และให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ ดังนี้



1. เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
      1.1 รายการที่ก่อหนี้ผูกพันแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จตามสัญญาหรือข้อผูกพัน
      1.2 รายการที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างก่อนสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้เร่งรัดการ ก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 หากก่อหนี้ผูกพันไม่ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 ให้กระทรวงการคลังพิจารณาไม่อนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณปี พ.ศ. 2569 ต่อไป

 

2. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้ดำเนินการ ดังนี้
      2.1 รายจ่ายลงทุนให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 หากก่อหนี้ผูกพันไม่ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 ให้สำนักงบประมาณนำรายการดังกล่าวไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... เพื่อนำไปใช้กับรายการที่สำคัญและมีความพร้อมในการดำเนินการมากกว่า
      2.2 ให้เร่งรัดการดำเนินการและเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3
      2.3 ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเจ้าสังกัดกำกับดูแลให้หน่วยงานของรัฐในกำกับเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายและแนวทางที่กำหนด โดยให้นำผลการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ และการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งผลการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ไปใช้ประกอบการพิจารณาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเจ้าของงบประมาณ และการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้าย
      2.4 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำกับดูแลบริหารจัดการเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นไปตามเป้าหมายและแนวทางที่กำหนด พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของงบประมาณรายจ่ายลงทุน ระบุปัญหาอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการใช้จ่ายเงิน ต่อกรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
      2.5 ให้สำนักงบประมาณนำผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไปพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ให้สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยรับงบประมาณ

 

3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ให้ดำเนินการ ดังนี้
        3.1 ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 2570 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของกรอบงบลงทุน และกำหนดให้ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของผู้บริหารสูงสุด ทั้งนี้ ให้ผู้บริหารสูงสุดถ่ายทอดเป้าหมายดังกล่าวไปยังผู้บริหาร และผู้รับผิดชอบโครงการตามลำดับ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบต่อผลการเบิกจ่ายงบลงทุนอย่างชัดเจน และให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังทำหน้าที่นำเสนอผลการเบิกจ่ายในการประชุมคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อทราบและประกอบการประเมินผลงานผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจและผู้รับผิดชอบโครงการต่อไป
       3.2 ให้รัฐวิสาหกิจเร่งรัดการดำเนินโครงการลงทุนและการเบิกจ่ายงบลงทุนมาไว้ในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ในลักษณะ Front-loaded ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของกรอบงบลงทุนทั้งปี รวมทั้งพิจารณานำโครงการหรือแผนงานอื่นที่มีความพร้อมมาดำเนินการก่อนตามความเหมาะสม เพื่อกระจายการลงทุนและให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วและต่อเนื่องตลอดปี
       3.3 ให้รัฐวิสาหกิจเร่งทบทวนกรอบงบลงทุนและประมาณการเบิกจ่ายตั้งแต่ต้นปี และหากมีความจำเป็น ต้องปรับปรุงกรอบงบลงทุนในระหว่างปี 2570 ให้เร่งดำเนินการขอปรับปรุงกรอบงบลงทุนให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรก โดยการปรับปรุงกรอบงบลงทุนต้องมีเหตุผลและความจำเป็นรองรับอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ สำหรับการก่อหนี้ผูกพันขอให้รัฐวิสาหกิจเร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2
       3.4 ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนำปัญหาและอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2569 มาทบทวนและถอดบทเรียน เพื่อจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและแผนรองรับ รวมทั้งเตรียมโครงการหรือแผนงานสำรอง
ที่มีความพร้อมสำหรับดำเนินการทดแทนในกรณีที่โครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน ทั้งนี้ หากพบปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเบิกจ่าย ให้เร่งรายงานต่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาภายใน 7 วัน
       3.5 ให้รัฐวิสาหกิจจัดทำแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนรายไตรมาส โดยกำหนดเป้าหมายและขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ตั้งแต่การเตรียมโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง การก่อหนี้ผูกพัน การส่งมอบงาน จนถึงการเบิกจ่าย เพื่อให้สามารถติดตามความก้าวหน้า และประเมินความเสี่ยงต่อการบรรลุเป้าหมายได้ตลอดกระบวนการ
       3.6 ให้กระทรวงเจ้าสังกัดกำกับและติดตามผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นรายไตรมาสอย่างใกล้ชิดและเคร่งครัด โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าร้อยละ 95 ในปี 2569 หรือรัฐวิสาหกิจที่มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเบิกจ่าย ในปี 2570 เพื่อให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามเป้าหมาย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“      มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะมีบทบาทสำคัญในขับเคลื่อนการใช้จ่ายเงิน กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี พ.ศ.2569 และปี พ.ศ. 2570”ดร.เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
1. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โทร. 0 2127 7000 ต่อ 4206 หรือ 6957 (กองบริหารการรับ-จ่ายเงินภาครัฐ กรมบัญชีกลาง)
2. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โทร. 0 2298 5880 ต่อ 60110 (สำนักนโยบายและแผนรัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ)

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100