WHAGroupขานรับเวทีประชุมIMF–World Bank 2026เชื่อมโยงเงินทุนทั่วโลก
WHAGroupขานรับเวทีประชุมIMF–World Bank 2026เชื่อมโยงเงินทุนทั่วโลก
สู่ภาคอุตสาหกรรม ชูศักยภาพไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนรับ New Economy

ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings)ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยมีการต้อนรับผู้นำด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนจากทั่วโลกประชาคมโลกต่างมุ่งจับตาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่เป็นประเด็นหารือระดับโลก คือ “การลดช่องว่างทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน” ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเพื่อลดผลกระทบและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศทว่าเม็ดเงินลงทุนจริงในปัจจุบันยังขาดอยู่อีกราว 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สะท้อนถึงความจำเป็นในการระดมทุนเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันครบวงจรสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรม ชี้ว่าเวทีประชุม IMF–World Bank 2026เป็นช่วงเวลาสำคัญของไทยในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเม็ดเงินลงทุนจากตลาดการเงินโลก (Financial Capital) ให้ขยายสู่การลงทุนที่จับต้องได้ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Economy) ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า “การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นโอกาสทองที่ไทยจะได้ประกาศความพร้อมและศักยภาพของประเทศบนเวทีโลก โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ New Economy ประเทศไทยต้องอาศัยจังหวะนี้ในการต่อยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ดึงดูดคลื่นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก”
โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รับโจทย์ ‘Thailand’s New Horizons’
การประชุม IMF–World Bank 2026จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก“Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”เพื่อเปิดขอบฟ้าใหม่และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน WHA Group ได้ตอบรับแนวคิดหลักดังกล่าวด้วยการวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมผ่าน3 เสาหลัก ได้แก่:
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องเร่งกระจายความเสี่ยงและย้ายฐานการผลิต WHA Group มีธุรกิจโลจิสติกส์ที่รองรับความต้องการของภาคธุรกิจ ทั้งคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit คลังสินค้าทั่วไป โรงงานสำเร็จรูปโลจิสติกส์ปาร์ค ศูนย์กระจายสินค้า และอาคารสำนักงาน รวมพื้นที่มากกว่า 3.2 ล้านตารางเมตร ในประเทศไทยและเวียดนาม รองรับการจัดเก็บ กระจายสินค้า และการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและตลาดสำคัญในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group พร้อมรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก ด้วยนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะกว่า 17 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 88,900 ไร่ ในประเทศไทยและเวียดนาม พร้อมโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้ WHA Group พร้อมเป็น Safe Zone & Resilient Hubสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานการผลิตที่มีความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
ขณะเดียวกัน ธุรกิจโมบิลิตี้ มุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านบริการและระบบนิเวศ EV สำหรับภาคธุรกิจ โดยตั้งเป้าขยายจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้การบริหารเป็น 637 คันภายในปี 2569 เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยคาร์บอนจากภาคการขนส่ง สะท้อนบทบาทของ WHA Group ในการนำศักยภาพของแต่ละธุรกิจมาร่วมขับเคลื่อนลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมไปสู่ Low-Carbon Economy และเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
การบูรณาการโลจิสติกส์ พื้นที่อุตสาหกรรม สาธารณูปโภค พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน (Resilience) ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของโลก
ความยั่งยืนคือหัวใจของศักยภาพการแข่งขันระดับโลก
ท่ามกลางกติกาการค้าและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่ทวีความเข้มงวดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานตามกรอบ ESG ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจ สำหรับองค์กรระดับโลก WHA Group มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนผู้ประกอบการและลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อโลก
นางสาวจรีพรเสริมว่า “การลดคาร์บอน (Decarbonization) ไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว”
จากเงินทุนระดับโลก สู่การลงทุนจริงในไทย
สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืนในมุมมองของ WHA Group คือการเปลี่ยนเงินลงทุนให้เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน ภาครัฐ และภาคเอกชน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสมบูรณ์เป็นฟันเฟืองหลัก
“การแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และการผนึกกำลังในเวที 2026IMF–World Bank Group Annual Meetings จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยได้เปิดบ้านต้อนรับผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก กว่า 15,000 คนถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นและศักยภาพของไทยในการดึงดูด FDI คุณภาพสูงWHA Group มองเห็นโอกาสในการร่วมผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ควบคู่กับศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ บนพื้นฐานของประเทศไทยในฐานะ ‘Safe Zone’ สำหรับการลงทุนที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ”
#WHAGroup #AM2026 #IMF #WBG #ESG #การลงทุนสีเขียว















