กรมประมง เข้มงวดปราบประมงผิดกฎหมาย! ขยายผลคลิปอวนล้อมจับปลากะตักกลางคืน กักเรือ–ยึดสัตว์น้ำของกลางกว่า 30 ตัน ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เกี่ยวข้อง 35 คน
กรมประมง เข้มงวดปราบประมงผิดกฎหมาย! ขยายผลคลิปอวนล้อมจับปลากะตักกลางคืน กักเรือ–ยึดสัตว์น้ำของกลางกว่า 30 ตัน ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เกี่ยวข้อง 35 คน ย้ำดำเนินคดีจริงจังไม่มีข้อยกเว้น
พร้อมบูรณาการข้อมูลระบบ VMS และการตรวจสอบเรือเข้า–ออก ขยายผลเบาะแสจากสื่อสังคมออนไลน์ ย้ำการศึกษาวิจัย Pre-test ไม่ใช่การอนุญาตให้ทำประมงผิดกฎหมาย
ตามที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Facebook จากบัญชีผู้ใช้ชื่อ'Wichoksak Ronnarongpงพร้อมข้อความว่า'#อวนล้อมจับตาถี่ปั่นไฟ ไม่ทันได้วิจัย ลุยกันแหลกงและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบติดตามและตรวจสอบเรือประมงที่กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทยนั้น
กรมประมงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและผลการปฏิบัติงานในประเด็นดังกล่าว ดังนี้
1. การตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามเรือประมงที่เกี่ยวข้อง
กรมประมงมิได้นิ่งนอนใจต่อกรณีดังกล่าว โดยกองตรวจสอบเรือประมง สินค้าสัตว์น้ำ และปัจจัยการผลิต ร่วมกับกองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง ได้เร่งตรวจสอบและขยายผลจากเบาะแสที่ปรากฏผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างจริงจัง
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบเรือประมงอวนล้อมจับปลากะตักที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 2 ลำ โดยหนึ่งในนั้นคือ เรือพรสมุทร 45 หมายเลขทะเบียนเรือ 466200468 ซึ่งมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร ทำการประมงในเวลากลางคืน อันเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายประมง
เจ้าหน้าที่ได้บูรณาการข้อมูลจากศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) ระยอง ร่วมกับข้อมูลจากระบบติดตามเรือประมง (Vessel Monitoring System: VMS) ของศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมาย (Fisheries Monitoring Center: FMC) เพื่อวิเคราะห์ตำแหน่ง เส้นทางการเดินเรือ พฤติกรรมการทำการประมง ตลอดจนตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลการทำการประมงที่รายงานไว้
ผลจากการบูรณาการข้อมูลนำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลการตรวจสอบ โดยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ใช้มาตรการกักเรือและยึดสัตว์น้ำที่เกี่ยวข้อง น้ำหนักรวมประมาณ 30,000 กิโลกรัม หรือประมาณ 30 ตัน ไว้เป็นของกลาง โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 105 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมและรักษาพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมาย
2. การร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากผลการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน วันที่ 25 ตุลาคม 2569 กรมประมงได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองระยอง เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของเรือ ผู้ควบคุมเรือ (ไต๋เรือ) และผู้เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 35 คน ตามพยานหลักฐานและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง
กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรือประมงอวนล้อมจับปลากะตักขนาดใหญ่ ประเภท L ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอส แต่ไม่ถึง 150 ตันกรอส โดยมีข้อกล่าวหาตามกฎหมาย ดังนี้
ข้อกล่าวหาที่ 1 การใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร ทำการประมงในเวลากลางคืน
เป็นความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 69 ประกอบมาตรา 166 โดยมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 147
ข้อกล่าวหาที่ 2 การเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์จัดทำสมุดบันทึกการทำการประมงอันเป็นเท็จ เป็นความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 81 (2) โดยมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 152
ทั้งนี้ การร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย โดยพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณาพฤติการณ์ ตลอดจนความเกี่ยวข้องของบุคคลแต่ละราย เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
กรมประมงให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยผู้ที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายประมงจะต้องได้รับการตรวจสอบและดำเนินคดีตามพยานหลักฐานอย่างเสมอภาค ไม่มีข้อยกเว้น
3. การศึกษาวิจัย Pre-test ไม่ใช่การอนุญาตให้ทำการประมงผิดกฎหมาย
สำหรับ กรณีที่มีการกล่าวถึงการศึกษาวิจัยการใช้เครื่องมืออวนล้อมจับปลากะตักที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรในเวลากลางคืนนั้น ขอชี้แจงว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นกระบวนการศึกษาและรวบรวมข้อมูลทางวิชาการ เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรประมงในอนาคต มิใช่การอนุญาตให้ผู้ประกอบการเรือประมงนำเครื่องมือดังกล่าวไปใช้ทำการประมงในเวลากลางคืนได้โดยเสรี
การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านชีววิทยาสัตว์น้ำ ผลกระทบต่อทรัพยากรประมงและระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมของชาวประมง เพื่อให้การพิจารณาเชิงนโยบายตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ 'การศึกษาวิจัยและการอนุญาตให้ทำการประมง' เป็นคนละขั้นตอนกัน การศึกษาวิจัยมิได้เป็นการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายประมงที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างในการฝ่าฝืนกฎหมายได้ ผู้ประกอบการเรือประมงทุกรายจึงยังคงมีหน้าที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
กรมประมง มีระบบติดตาม ควบคุม และตรวจสอบการทำการประมงตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการตรวจสอบเรือเข้า–ออกท่าเทียบเรือ การติดตามเรือประมงผ่านระบบ VMS และการตรวจสอบข้อมูลการทำการประมง ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ ตรวจสอบย้อนหลัง และใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดีได้
โดยจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เสมอภาค และไม่มีข้อยกเว้น เพื่อป้องกันการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย รักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมแก่ชาวประมงที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
พร้อมกันนี้ กรมประมงขอขอบคุณประชาชนและทุกภาคส่วนที่ร่วมแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายประมง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย
รวมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรประมงบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ สร้างความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพ และขับเคลื่อนภาคการประมงไทยสู่ความยั่งยืน















