สนค.เผยไทยกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน-ก๊าซ แต่ราคายังสูง กระทบต้นทุน-ค่าครองชีพ

Category: พาณิชย์
Published on Sunday, 08 November 2026 03:47
Hits: 84

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์สนค.เผยไทยกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน-ก๊าซ แต่ราคายังสูง กระทบต้นทุน-ค่าครองชีพ
       สนค.วิเคราะห์การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ช่วงก่อนและหลังเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง พบน้ำมันดิบมีการกระจายแหล่งนำเข้ามากขึ้น ลดพึ่งพาประเทศหลัก ก๊าซธรรมชาติ ก็เช่นกัน มีการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าหลัก แต่ราคายังทรงตัวสูงเหมือนเดิม เพราะเป็นไปตามกลไกตลาด ทำให้กระทบทั้งดัชนีราคานำเข้าเพิ่มขึ้น ดัชนีราคาผู้ผลิตก็เพิ่มขึ้น รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง
       นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้วิเคราะห์ข้อมูลสถิติการนำเข้าของไทยรายประเทศจากเว็บไซต์ คิดค้า.com ในกลุ่มสินค้าพลังงานสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยเปรียบเทียบโครงสร้างแหล่งนำเข้าระหว่างช่วงก่อนเกิดวิกฤต (ม.ค.-ก.พ.2569) และช่วงหลังเกิดวิกฤต (มี.ค.-ก.ย.2569) เพื่อศึกษาการปรับตัวของแหล่งจัดหาพลังงานและประเมินความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้า จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก
        โดยน้ำมันดิบ พบว่า มีกระจายแหล่งนำเข้ามากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศหลัก ซึ่งในช่วงก่อนเกิดวิกฤตฮอร์มุซ ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากที่สุด คิดเป็น 40.1% ของมูลค่านำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย 18.1% และสหรัฐอเมริกา 16.2% รวม 3 ประเทศ มีสัดส่วนสูงถึง 74.4% ขณะที่ในช่วงเผชิญวิกฤต สัดส่วนของ 3 ประเทศหลักลดลงเหลือ 54.7% โดยมีแหล่งนำเข้าจากภูมิภาคอื่นเข้ามาเสริมมากขึ้น นำโดยแองโกลาที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 4.0% บราซิลเพิ่มขึ้น 3.1% และอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้น 2.8% สะท้อนการขยายทางเลือกในการจัดหาพลังงานไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้ารายใหญ่เดิม และเพิ่มความยืดหยุ่นเมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบต่อประเทศต้นทางหรือเส้นทางขนส่ง
       ก๊าซธรรมชาติ เปลี่ยนแหล่งนำเข้าหลัก แต่ยังต้องเฝ้าระวังความกระจุกตัว ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตฮอร์มุซ ไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ เมียนมา และออสเตรเลีย รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 57.3% แต่เมื่อเกิดวิกฤตที่กระทบต่อการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากกาตาร์ ส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาอุปทานทดแทนจากแหล่งที่มีความปลอดภัยทางเส้นทางเดินเรือและมีศักยภาพการส่งออกสูง ทำให้สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 29.9% ตามด้วยออสเตรเลีย 17.2% และเมียนมา 11.2% รวม 3 ประเทศ มีสัดส่วน 58.3%

      ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า สะท้อนว่า แม้ไทยจะสามารถปรับเปลี่ยนประเทศคู่ค้าหลักเพื่อรองรับวิกฤตได้ทันท่วงที แต่ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้ายังคงมีอยู่ จึงจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการการกระจายแหล่งนำเข้าอย่างต่อเนื่อง
        ทั้งนี้ แม้การกระจายแหล่งนำเข้าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนอุปทานเมื่อเกิดปัญหาในเส้นทางขนส่ง แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนพลังงานลดลงทันที เนื่องจากราคานำเข้ายังคงเป็นตามกลไกราคาตลาดโลก ค่าขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยน และเงื่อนไขการจัดซื้อ โดยข้อมูลดัชนีราคานำเข้าเดือน ก.ย.2569 อยู่ที่ระดับ 130.7 เพิ่มขึ้น 12.3% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะหมวดสินค้าเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นถึง 45.7% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
        นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แรงกดดันดังกล่าวได้ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตภายในประเทศ โดยดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ต.ค.2569 อยู่ที่ระดับ 117.7 เพิ่มขึ้น 10.2% โดยหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมืองเพิ่ม 37.8% และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพิ่ม 8.9% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานจะส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การขนส่ง และการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน ต.ค.2569 เพิ่ม 3.90%

       โดยมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น 29.18% คิดเป็นสัดส่วนที่ผลักดันเงินเฟ้อราว 56% ของอัตราเงินเฟ้อรวม ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 46.5 ซึ่งต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นที่ 50 สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อภาระค่าครองชีพและกำลังซื้อ โดยราคาพลังงานถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบทั้งทางตรงต่อค่าเดินทางและค่าพลังงานของครัวเรือน และทางอ้อมผ่านต้นทุนค่าขนส่งสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนต้นทุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย
       “การบริหารความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ใช่เพียงการจัดหาพลังงานให้เพียงพอ แต่ต้องครอบคลุมถึงการรับมือกับความผันผวนของต้นทุนที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน การกระจายแหล่งนำเข้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านอุปทาน ขณะที่การเฝ้าระวังดัชนีราคานำเข้า ดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เห็นพลวัตการส่งผ่านต้นทุนตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ และนำข้อมูลมาประเมินความเสี่ยงเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที”นายนันทพงษ์กล่าว

 

Click Donate Support Web

SME2026 720

Generali720

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxEXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100