พาณิชย์-เกษตร-อุตสาหกรรม'แผนดูแลข้าวทั้งระบบ ส่วนนาปี พร้อมรับมือ
พาณิชย์-เกษตร-อุตสาหกรรม'แผนดูแลข้าวทั้งระบบ ส่วนนาปี พร้อมรับมือ
พาณิชย์ จับมือ 'เกษตร-อุตสาหกรรม-สำนักงบประมาณ'จัดทำแผนงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร นำร่องสินค้าข้าว เชื่อมโยงการผลิต แปรรูป การตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เตรียมช่วยผลักดันเกษตรกรเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุน ส่งเสริมการแปรรูป มาตรฐาน และหาตลาดให้ทั้งในและต่างประเทศ บอก 'อารดา' ไม่ต้องขอโทษ ดันส่งออกข้าวพลาดเป้า เหตุทำเต็มที่แล้ว และปีนี้หนักจริง ส่วนข้าวนาปี มาตรการรับมือพร้อม และยังมี 'ใกล้เก็บเกี่ยว' คอยจับตาผลผลิต ราคา เพื่อวางแผนรับมือได้ทัน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับสำนักงบประมาณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อจัดทำแผนงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านอาหารของภูมิภาคและโลก มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม ประชาชนเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ และประเทศมีความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยมีแผนนำร่องที่สินค้าข้าว จะทำการเชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป และการตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ทั้งนี้ แนวทางในการดำเนินการ ต้นน้ำ จะเพิ่มปริมาณผลผลิตให้ได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ของไทยต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในการส่งออกข้าว โดยไทยอยู่ที่ 456 กิโลกรัม (กก.) ต่อไร่ กัมพูชา 578 กก.ต่อไร่ ปากีสถาน 598 กก.ต่อไร่ อินเดีย 704 กก.ต่อไร่ เวียดนาม 979 กก.ต่อไร่ และจีน 1,146 กก.ต่อไร่ และยังมีต้นทุน ทั้งปุ๋ย ค่าแรง พลังงาน เครื่องจักร ซึ่งต้องหาทางช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร กลางน้ำ จะเน้นการแปรรูป สร้างมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่า ส่วนปลายน้ำ จะเร่งเชื่อมโยงตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การหาตลาดใหม่ และรักษาตลาดเดิม โดยจะทำงานร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยอย่างใกล้ชิด
“เป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ เพราะต้องการให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.6 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด 7.7 ล้านครัวเรือน มีผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ได้รับราคาที่เหมาะสม และมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”นายพูนพงษ์กล่าว
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการส่งออกข้าวไทยในช่วง 9 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) ที่มีปริมาณ 4.99 ล้านตัน ลด 19.26% มูลค่าประมาณ 94,900 ล้านบาท เพราะปีนี้ราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น ตลาดส่งออกสำคัญอย่างอิรักที่ปีที่แล้วส่งออกได้ 1.1 ล้านตัน ปีนี้เพิ่งส่งไปได้แค่ 9 หมื่นตัน เพราะได้รับผลกระทบจากสงคราม คู่แข่งก็ส่งออกลดหมด ยกเว้นแค่อินเดีย ที่สต็อกมาก และแข่งเรื่องราคา
แต่ก็ยังดีที่ได้ตลาดฟิลิปปินส์และมาเลเซียมาช่วย เพิ่ม 262% และ 155% ตามลำดับ ส่วนนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ไม่ต้องขอโทษหรอก ที่ทำไม่ได้ตามเป้า ปีนี้ปัญหาเยอะจริง ๆ ต้องเห็นใจท่านด้วย เพราะทำเต็มที่แล้ว ทั้งการหาตลาดใหม่ การรักษาตลาดเดิม การผลักดันส่งออกข้าวพรีเมียม ซึ่งทำได้ดี เห็นได้ชัดจากที่ตลาดฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การรับมือกับผลผลิตข้าวนาปี ที่กำลังจะออกสู่ตลาด กรมได้เตรียมมาตรการไว้พร้อมแล้ว โดยมี 5 มาตรการที่จะดำเนินการ ได้แก่ 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก เกษตรกรได้ค่าฝากเก็บ 1,500 บาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน 2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม ชดเชยดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกร 3.5% เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน
3.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก 3% เป้าหมาย 4 ล้านตัน 4.โครงการการดูดซับข้าวเปลือก นำมาแปรรูปเป็นข้าวถุง ขายให้หน่วยงานรัฐ เพื่อช่วยรักษาสมดุลตลาดและเสถียรภาพราคา เป้าหมาย 3 ล้านตัน และ 5.โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มมูลค่าข้าวไทย เป้าหมายเพิ่มเกษตรกรอีก 266 กลุ่ม















