ม.เกษตรฯ ชง 5 แนวทางรับมือน้ำท่วม ชูเตือนภัยแม่นยำ–เสริมท้องถิ่น–ปั้นเมืองฟองน้ำ
ม.เกษตรฯ ชง 5 แนวทางรับมือน้ำท่วม ชูเตือนภัยแม่นยำ–เสริมท้องถิ่น–ปั้นเมืองฟองน้ำ
ถอดบทเรียนกรุงเทพฯ–ภาคใต้ ผ่าน 6 มุมมองนักวิชาการและภาคประชาชน เตรียมจัดทำ Policy Brief เสนอต่อรัฐบาล หวังยกระดับการจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเวทีระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการ ผู้บริหารท้องถิ่น และภาคประชาชน ถอดบทเรียนการรับมือน้ำท่วมจากกรุงเทพมหานครและภาคใต้ ก่อนสังเคราะห์เป็น 5 แนวทางเชิงนโยบาย ตั้งแต่บูรณาการข้อมูลน้ำ พัฒนาระบบเตือนภัย เสริมศักยภาพท้องถิ่น ไปจนถึงการใช้ธรรมชาติช่วยจัดการน้ำและดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง เตรียมจัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) เสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดเสวนาเรื่อง “น้ำท่วม: บทเรียนวันนี้ ความพร้อมวันหน้า ถอดบทเรียนกรุงเทพฯ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ภาคใต้ เพื่อเมืองและชุมชนพร้อมรับมือ” ณ ห้องสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์
โดยมี ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานเปิดงาน และ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ร่วมสังเคราะห์ประเด็นสำคัญจากเวที
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เน้นย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการนำองค์ความรู้และงานวิจัยมาใช้แก้ปัญหาของสังคมและประเทศ โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ข้อเสนอสามารถนำไปใช้ได้จริง และเพิ่มความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติในอนาคต
เปิด 6 มุมมอง ถอดบทเรียนรับมือน้ำท่วม
1. บูรณาการจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอให้จำแนกลักษณะของน้ำท่วมและเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมบูรณาการข้อมูลและกลไกประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การตัดสินใจในภาวะวิกฤตมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. วางแผนพื้นที่รับน้ำ ควบคู่โครงสร้างพื้นฐาน
รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน ชี้ถึงข้อจำกัดของพื้นที่ธรรมชาติที่เคยรองรับน้ำและระบบระบายน้ำ พร้อมเสนอให้วางแผนพื้นที่รับน้ำควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการซักซ้อมแผนฉุกเฉิน โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อประชาชนในพื้นที่รับน้ำด้วย
3. ใช้เทคโนโลยีช่วยพยากรณ์ เตือนภัยให้ทันเวลา
รศ.ดร.พรรณพิมพ์ พุทธรักษา มะเปี่ยม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอระบบ Radar4Flood ซึ่งใช้ข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศและข้อมูลฝนเพื่อสนับสนุนการประเมินและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ โดยมีกรณีศึกษาลุ่มน้ำทับมา จังหวัดระยอง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีในการช่วยให้หน่วยงานเตรียมรับมือและวางแผนได้ล่วงหน้า
4. เปลี่ยนเมืองให้เป็น'เมืองฟองน้ำ' ช่วยชะลอน้ำ
รศ.ดร.ศนิ ลิ้มทองสกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เสนอแนวคิด Nature-based Solutions และ Sponge City หรือเมืองฟองน้ำ โดยเพิ่มพื้นที่สีเขียว พื้นที่ซึมน้ำ หลังคาเขียว และพื้นที่กักเก็บน้ำ เพื่อชะลอน้ำไหลบ่าและลดภาระของระบบระบายน้ำในเมือง ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและการดูแลความเป็นธรรมต่อผู้ที่ช่วยรองรับน้ำ
5. ท้องถิ่นต้องพร้อม ตั้งแต่เตือนภัยจนถึงฟื้นฟู
นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการภัยพิบัติระดับท้องถิ่น โดยเน้นความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การใช้เซนเซอร์และแพลตฟอร์มข้อมูลชุมชน การเตรียมพื้นที่พักพิง ตลอดจนการดูแลกลุ่มเปราะบางและการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็ว
6. เตือนภัยต้องชัดเจน ดูแลประชาชนต้องไม่ตกหล่น
นายธราธพ ชาตรี กรรมการอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพฯ สะท้อนปัญหาของชุมชนริมคลองเปรมประชากรและคลองลาดพร้าว โดยระบุว่าการเตือนภัยต้องชัดเจน ทันเวลา และเข้าถึงประชาชนในพื้นที่จริง ขณะที่การช่วยเหลือต้องครอบคลุมผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในช่วงเกิดภัยพิบัติ
สรุป 5 แนวทางเชิงนโยบาย รับมือน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ
จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้ง 6 มุมมอง รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สังเคราะห์ประเด็นสำคัญเพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 แนวทาง ได้แก่
1. เชื่อมโยงการจัดการน้ำทั้งระบบ
บูรณาการข้อมูล แผนงาน และการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ
2. พัฒนาระบบเตือนภัยที่ประชาชนใช้ได้จริง
นำข้อมูลและเทคโนโลยีมาสนับสนุนการคาดการณ์และตัดสินใจ พร้อมสื่อสารคำเตือนให้ชัดเจน ทันเวลา และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม
3. เสริมความพร้อมให้ท้องถิ่นและชุมชน
สนับสนุนข้อมูล บุคลากร เครื่องมือ และกลไกประสานความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
4. ผสานโครงสร้างพื้นฐานกับธรรมชาติ
ฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำ เพิ่มพื้นที่ซึมน้ำ และพัฒนาแนวคิดเมืองฟองน้ำ เพื่อช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วมและเพิ่มความยืดหยุ่นของเมือง
5. ดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงการฟื้นฟู
จัดระบบช่วยเหลือให้รวดเร็วและทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมประเมินความเสียหายและให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม
โดยเตรียมส่งข้อเสนอถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะรวบรวมและสังเคราะห์ข้อคิดเห็น องค์ความรู้ หลักฐาน ข้อจำกัด และช่องว่างของข้อมูลจากเวทีเสวนา เพื่อจัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) เสนอต่อรัฐบาล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พร้อมเผยแพร่องค์ความรู้และต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาแนวทางรับมือน้ำท่วมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละลุ่มน้ำ เมือง และชุมชน โดยคำนึงถึงความแตกต่างของพื้นที่ ไม่ใช้มาตรการรูปแบบเดียวกันกับทุกแห่ง
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การรับมือน้ำท่วมไม่ใช่เพียงการเร่งระบายน้ำเมื่อเกิดวิกฤต แต่ต้องวางแผนล่วงหน้า เชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาระบบเตือนภัย และสร้างความพร้อมให้ท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้การป้องกัน การรับมือ และการฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและทั่วถึง
ที่มา: นางสาวสตรีรัตน์ ฤทธิ์ชาวนา งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ | 19 ตุลาคม 2569














