พาณิชย์ เผยใช้ FTA ส่งออกครึ่งปี เพิ่ม 7.33% อาเซียนแชมป์ ทุเรียนใช้สิทธิ์สูงสุด

Category: พาณิชย์
Published on Sunday, 06 September 2026 07:38
Hits: 241

FTAส่งออกพาณิชย์ เผยใช้ FTA ส่งออกครึ่งปี เพิ่ม 7.33% อาเซียนแชมป์ ทุเรียนใช้สิทธิ์สูงสุด
       กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ช่วง 6 เดือน ปี 69 มีมูลค่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 7.33% อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าทุเรียนสดใช้สิทธิ์สูงสุด ยันเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการใช้ FTA เป็นใบเบิกทางเปิดตลาดต่อ ล่าสุดนำ SME ใช้ EFTA ขายสินค้าสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ รับการบังคับใช้ ม.ค.70
      นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 6 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.33% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 80.83% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย 5 อันดับการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) เป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 15,937.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 67.50%

       รองลงมา ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 14,264.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 94.50% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,110.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 78.73% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,819.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 85.86% และความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,027.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 59.03%
      สำหรับ สินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ และ 5.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ
     ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ์ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.เนื้อไก่ปรุงแต่ง 3.น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ 4.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง 5.ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด มูลค่ารวม 13,149.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.36% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

        1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ 2.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ 4.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ 5.เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 34,919.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.64% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด
      นางอารดา กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยภาครัฐจะเร่งผลักดัน FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้แก่ผู้ประกอบการไทย ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความแตกต่างของสินค้า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศและถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
       โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA อย่างเต็มที่ ถึง 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ และยังจะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดศักยภาพทั่วโลก ล่าสุดในเดือน ส.ค.2569 กรมได้นำผู้ประกอบการ SME เดินทางสู่ 3 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย ภายใต้โครงการ Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในต้นปี 2570          โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเจรจาซื้อขายกับผู้นำเข้า พร้อมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเรียนรู้กฎระเบียบในพื้นที่จริง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายธุรกิจในระยะยาว

FTAส่งออกพาณิชย์เผยใช้สิทธิ FTA ครึ่งปีแรก 1.57 ล้านล้านบาท ดัน SMEs รุกตลาดใหม่ รับไทย–EFTA ปี 70
        กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ FTA เดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 มีมูลค่ากว่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้สิทธิสูงถึง 80.83% สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการใช้ FTA เป็นแต้มต่อทางการค้า พร้อมเดินหน้าส่งเสริม SMEs ใช้ประโยชน์จาก FTA สร้างพันธมิตรทางการค้าในตลาดศักยภาพใหม่ โดยเฉพาะตลาดยุโรป เพื่อเตรียมรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในเดือนมกราคม 2570
     นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 รวม 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.33% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 80.83% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA

       โดย อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 15,937.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 67.50% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 14,264.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 94.50% อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,110.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 78.73% อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,819.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 85.86% และอันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,027.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 59.03%
        สำหรับ สินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (3) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (4) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ (5) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) เนื้อไก่ปรุงแต่ง (3) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่นๆ (4) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง (5) ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด มูลค่ารวม 13,149.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.36% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

      (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (2) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (3) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ (4) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ (5) เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 34,919.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.64% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด
      นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ภาครัฐจะเร่งผลักดัน FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้แก่ผู้ประกอบการไทย ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความแตกต่างของสินค้า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศและถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
      “ในปีงบประมาณ 2569 กรมฯ ได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA อย่างเต็มที่ ถึง 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ และยังจะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดศักยภาพทั่วโลก ล่าสุดในเดือนสิงหาคม กรมฯ ได้นำผู้ประกอบการ SMEs เดินทางสู่ 3 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย ภายใต้โครงการ ‘Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA’ เพื่อเปิดตลาดใหม่และเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในต้นปี 2570          โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเจรจาซื้อขายกับผู้นำเข้า พร้อมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเรียนรู้กฎระเบียบในพื้นที่จริง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายธุรกิจในระยะยาว”นางอารดา
กล่าวสรุป
     ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการจัดสัมมนาได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และ Facebook page กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือโทรสายด่วน 1385

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100