สนค.เผยไตรมาสแรก 69 EU ปิดดีล FTA แล้ว 3 ฉบับ ไทยมีโอกาสสูง คาดจบปีนี้
สนค.เผยไตรมาสแรก 69 EU ปิดดีล FTA แล้ว 3 ฉบับ ไทยมีโอกาสสูง คาดจบปีนี้
สนค.ติดตามการเจรจา FTA ของสหภาพยุโรป (EU) กับคู่ค้า พบไตรมาสแรกปี 69 สรุปผลการเจรจาไปแล้ว 3 ฉบับ กับ 6 ประเทศ สะท้อน EU มุ่งมั่นกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาตลาดหลักเดิม และสร้างพันธมิตรการค้าใหม่ เผยไทยมีโอกาสทั้งการเป็นฐานการผลิตและส่งออก ดึงดูดการลงทุน ยกระดับมาตรฐานต่างๆ ให้เทียบเท่าสากล หลังกำลังเจรจา FTA กับ EU และตั้งเป้าเจรจาจบปีนี้
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามการทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของสหภาพยุโรป (EU) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 EU สามารถบรรลุและสรุปผลการเจรจา FTA ได้ถึง 3 ฉบับ ครอบคลุม 6 ประเทศ ได้แก่ การลงนามความตกลงกับกลุ่มประเทศตลาดร่วมอเมริกาใต้ (Mercosur)
ประกอบด้วยบราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย และการสรุปผลการเจรจากับอินเดียและออสเตรเลีย ภายหลังจากที่การเจรจาในหลายกรณีใช้เวลายาวนานและมีความซับซ้อน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นเชิงนโยบายของ EU ในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดหลักเดิม และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์
ทั้งนี้ การเร่งเจรจา FTA ของ EU ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า EU ได้มีการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก จะเอื้อให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและการส่งออกในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจของ EU มีแนวโน้มกระจายแหล่งจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป เพราะไทยก็อยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU
ขณะเดียวกัน การขยายเครือข่าย FTA ของ EU จะช่วยกระตุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะจาก EU มีแนวโน้มเลือกลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีความเชื่อมโยงทางการค้า และสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีระบบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และการเจรจา FTA กับ EU จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ไทยยกระดับมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบ และระบบการค้า ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนในระยะยาว
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศที่มี FTA กับ EU แล้ว เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรและสามารถเข้าถึงตลาด EU ได้ก่อน ส่งผลให้สินค้าไทยบางประเภทอาจเสียเปรียบด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้น และมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของ EU ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น อาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
ดังนั้น เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสและลดผลกระทบจากความท้าทายดังกล่าว ไทยจึงควรดำเนินการ โดยเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU เพื่อให้ไทยสามารถเข้าถึงตลาด EU ได้ในเงื่อนไขที่ทัดเทียมกับประเทศคู่แข่ง ยกระดับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยคาร์บอน และมาตรฐานแรงงาน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ EU เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การค้าในรูปแบบใหม่ เช่น การค้าดิจิทัล และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลก
สำหรับ ความคืบหน้าของการเจรจา FTA ไทย–EU ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายได้จัดการเจรจารอบที่ 8 ในเดือน ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดเชียงใหม่ และสามารถสรุปข้อบทเพิ่มเติมได้อีก 3 บท ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่างๆ ภายใต้ FTA เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง และหลักการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ทำให้ปัจจุบันสามารถสรุปข้อบทได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท การเจรจารอบถัดไปจะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย.2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569














