สภาพัฒน์ฯ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 ขยายตัว 1.2% หลัง ‘ลงทุนภาครัฐ-ส่งออกภาคบริการ-ภาคผลิต’ หดตัว คาดปี 2568 โต 2% ส่วนปี 69 คาดโต 1.2-2.2%
สภาพัฒน์ฯ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 ขยายตัว 1.2% หลัง ‘ลงทุนภาครัฐ-ส่งออกภาคบริการ-ภาคผลิต’ หดตัว คาดปี 2568 โต 2% ส่วนปี 69 คาดโต 1.2-2.2%
น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3/2568 และแนวโน้มปี 2568-2569 ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2568 ขยายตัว 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน (ไตรมาส 2/2568) ที่ขยายตัวที่ 2.8% ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ระดับ 2.4%
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 3/2568 พบว่า การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 2.6% ,การอุปโภคภาครัฐบาล หดตัว -3.9% ,การลงทุนรวม ขยายตัว 1.1% โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 4.2% และการลงทุนภาครัฐ หดตัว -5.3% ,การส่งออกสินค้าและบริการ ขยายตัว 6.9% โดยปริมาณการส่งออกสินค้า ขยายตัว 10.8% และปริมาณการส่งออกบริการ หดตัว -10.7%
ภาคเกษตร ขยายตัว 1.9% ,สาขาอุตสาหกรรม หดตัว -1.6% ,สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ขยายตัว 0.8% ,สาขาการค้า ขยายตัว 6.5% ,สาขาขนส่ง ขยายตัว 3% และสาขาก่อสร้าง หดตัว -4%
“เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3/2568 ที่ชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ เนื่องจากเรามีความไม่แน่นอนและความผันผวนทางการเมืองค่อนข้างเยอะ อีกทั้งมีปัจจัยภายนอกในเรื่องความขัดแย้งกับกัมพูชา ขณะเดียวกัน ในสาขาการผลิตได้รับผลกระทบเยอะ จากการปิดโรงกลั่นไป ส่วนเศรษฐกิจไตรมาส 3/2568 เมื่อปรับฤดูกาลแล้ว เทียบเป็นไตรมาสต่อไตรมาส ซึ่งหดตัว -0.6% นั้น เป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส”น.ส.อ้อนฟ้า กล่าว
น.ส.อ้อนฟ้า กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8-2.3% ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวจากปี 2567 ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.5% โดยการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2.8% ,การอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัว 0.3% ,การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2% ,การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 6.8%
มูลค่าการส่งออก (ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ) คาดว่าจะขยายตัว 11.2% ,อัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะลดลง -0.2% และดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะเกินดุล 2.8% ต่อจีดีพี
สำหรับ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.2-2.2% ค่ากลาง 1.7% โดยการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2.1% ,การอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัว 1.2% ,การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 0.9% ,การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 2.9% มูลค่าการส่งออก (ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ) คาดว่าจะหดตัว -0.3% ,อัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ที่ 0-1% และดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะเกินดุล 2.4% ต่อจีดีพี
“เศรษฐกิจปี 2569 เราคาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% มีค่ากลางอยู่ที่ 1.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องจากอุปโภคบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายของภาครัฐบาล รวมทั้งการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของผลผลิตภาคการเกษตร” น.ส.อ้อนฟ้า กล่าว
ทั้งนี้ สมมติฐานการประมาณการเศรษฐกิจปี 2568-2569 ได้แก่ เศรษฐกิจโลก ขยายตัว 3.2% ในปี 2568 และขยายตัว 2.8% ในปี 2569 ,ปริมาณการค้าโลก ขยายตัว 3.4% ในปี 2568 และขยายตัว 2.3% ในปี 2569 ,อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32.9 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และ 32-33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 ,ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2568 และ 58-68 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในปี 2569
ราคาส่งออก (ดอลลาร์สหรัฐ) ขยายตัว 0.5% ในปี 2568 และขยายตัว 0.2-1.2% ในปี 2569 , ราคานำเข้า (ดอลลาร์สหรัฐ) ขยายตัว 2.8% ในปี 2568 และขยายตัว 0.5-1.5% ในปี 2569 ,จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีจำนวน 33 ล้านคนในปี 2568 และมีจำนวน 35 ล้านคนในปี 2569 ขณะที่รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 1.52 ล้านล้านบาทในปี 2568 และมีรายรับฯ 1.65 ล้านล้านบาทในปี 2569
น.ส.อ้อนฟ้า ระบุว่า ในส่วนข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจในปี 2569 ได้แก่ 1.การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯที่เรียกเก็บต่อไทย 2.ความเสี่ยงจากการถูกสวมสิทธิสินค้าส่งออก เพื่อเป็นทางผ่านให้ประเทศที่ต้องการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน 3.เศรษฐกิจและการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัว 4.ภาระหนี้ภาคเอกชนและสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่อยู่ในระดับสูง ภายใต้มาตรฐานสินเชื่อที่ยังคงเข้มงวดต่อเนื่อง
และ 5.บรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจจะส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปีมีความล่าช้า ซึ่งส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน
น.ส.อ้อนฟ้า กล่าวว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ 7 ประเด็น ได้แก่ 1.การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เช่น เบิกจ่ายงบลงทุนปีงบ 2568 ให้ไม่ต่ำกว่า 75% เร่งรัดดำเนินการตามมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อนุมัติไปแล้ว และเร่งรัดกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปีงบฯ 2570 เพื่อให้เบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีล่าช้า
2.การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว 3.การดูแลภาคการเกษตร 4.การขับเคลื่อนภาคการส่งออก 5.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน เช่น การเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง 6.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน และ 7.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง
“เรื่องการเร่งทำงบประมาณปี 2570 เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งรัฐบาลทำถูกแล้วที่เร่งจัดทำงบประมาณ เพราะถ้างบประมาณล่าช้า จะส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุน” น.ส.อ้อนฟ้า กล่าว















