มหายุทธศาสตร์แห่งแผ่นดิน
มหายุทธศาสตร์แห่งแผ่นดิน ในเวลาสั้นๆ ที่ผมได้หยุดพักเพื่อฟื้นฟูร่างกาย สายตาก็มองเห็นสรรพสิ่งรอบตัวชัดขึ้น เมื่อสุขกาย สบายอารมณ์ ชวนให้ผมคิดถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวจนอาจเคยมองข้าม
บ้านของผมตั้งอยู่ในย่านที่รายล้อมไปด้วยลำคลองซอยย่อยหลายสาย หนึ่งในนั้น คือ 'คลองบางขวด' ซึ่งเป็นคลองสาขาฝั่งซ้ายของคลองแสนแสบในเขตบึงกุ่ม แถบซอยนวลจันทร์ คลองสายนี้ร่วมกับคลองตาเร่งและคลองลำพังพวย ทำหน้าที่ระบายน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตในเมืองและป้องกันปัญหาน้ำท่วม เมื่อสืบสาวต้นน้ำเหล่านี้ลึกลงไป ทั้งหมดล้วนไหลไปบรรจบกับสายน้ำหลักเส้นเดียวกัน นั่นคือ 'คลองแสนแสบ'
ภาพจำของคนเมืองในยุคปัจจุบัน คลองแสนแสบอาจเป็นเพียงเส้นทางคมนาคมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ หรือเป็นเพียงทางระบายน้ำ แต่หากย้อนเวลากลับไป คลองสายนี้ คือ 'มหายุทธศาสตร์แห่งแผ่นดิน'
เมื่อปี พ.ศ. 2380 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองแสนแสบขึ้น เพื่อเชื่อมโยงแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ากับแม่น้ำบางปะกง ตั้งแต่หัวหมากไปจนถึงบางขนาก จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยแรงกายแรงใจของแรงงานชาวจีน
คลองสายนี้ มีความยาวกว่า 72 กิโลเมตร สร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพื่อลำเลียงเสบียง กำลังพล และศาสตราวุธไปสนับสนุนศึกสงครามสยาม-ญวน และเชื่อมต่อไปยังแม่น้ำบางปะกง
ซึ่งเป็นสายน้ำที่มีความยาวกว่า 230 กิโลเมตร เกิดจากการรวมตัวกันของแม่น้ำปราจีนบุรี (ซึ่งมีต้นกำเนิดจากทิวเขาสันกำแพงและเทือกเขาจันทบุรี) และแม่น้ำนครนายก (จากผืนป่ามรดกโลกเขาใหญ่) มารวมกันที่ตำบลบางแตน ก่อนจะไหลรินออกสู่อ่าวไทย
สายน้ำเหล่านี้ จึงมิได้เป็นเพียงแค่ทางน้ำไหล หากแต่เป็น 'เส้นเลือดประวัติศาสตร์' ที่หล่อเลี้ยงรากเหง้า วิถีชีวิต และเศรษฐกิจของคนไทยมาเกือบสองศตวรรษ
และเมื่อคิดย้อนไปตอนที่ผมไปเยือนเกาหลีใต้ เห็นการฟื้นฟูสายน้ำในเมือง ผมอดที่จะนึกถึงตัวอย่างระดับโลกอย่าง 'คลองชองกเยชอน' (Cheonggyecheon) กลางกรุงโซลไม่ได้
แม้บริบทของโซลและกรุงเทพฯ จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่น่าศึกษาคือความกล้าหาญในการพลิกฟื้น ในอดีตหลังสงครามเกาหลี คลองชองกเยชอนเคยกลายสภาพเป็นชุมชนแออัด น้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็น จนกระทั่งเมืองตัดสินใจเทคอนกรีตสร้างถนนและทางด่วนยกระดับทับไว้เป็นเวลาหลายสิบปี แต่ในปี ค.ศ. 2003 รัฐบาลกรุงโซลภายใต้การนำของ อี มยองบัก ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง คือการรื้อทางด่วนยกระดับออก ขุดลอกลำคลอง และผันน้ำสะอาดจากแม่น้ำฮันเข้ามาหมุนเวียน
การกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงในวันนั้น ได้เปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมความยาว 11 กิโลเมตร ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง โดยมีลานน้ำพุ Cheonggye Plaza เป็นหมุดหมายสำคัญ มีการจัดเทศกาลโคมไฟ และแสงสีที่ดึงดูดผู้คนตลอด 24 ชั่วโมง และบูรณะ 'สะพานกวางทงกโย' ซึ่งเป็นสะพานหินโบราณ ให้กลับมาเชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับคนรุ่นปัจจุบันได้ลงตัว
ตัดภาพกลับมามองบ้านเรา เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับฟังแนวคิดการฟื้นฟูคลองแสนแสบแถบมีนบุรี โดยกระทรวง อว. ซึ่งมีเจตนาที่จะนำวิทยาศาสตร์ การบำบัดน้ำเสีย บึงประดิษฐ์ และระบบ Living Lab มาพลิกฟื้นสายน้ำ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ผมอยากเห็นการฉายภาพที่ลึกซึ้งยิ่งไปกว่าเรื่องเทคโนโลยี คือ
'พลังของคนในชุมชน'
จากภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในโครงการสารวัตรคลองจูเนียร์ ที่ทำงานร่วมกับผู้เฒ่าผู้แก่ในงานอนุรักษ์คูคลอง ทำให้ผมตกผลึกว่า
'ผู้สูงอายุในชุมชน ไม่ใช่ภาระของสังคมสูงวัย หากแต่คือ ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ (Cultural Capital) ที่ประเมินค่าไม่ได้'
ไม่มีใครสามารถเล่าเรื่องราวของย่านมีนบุรี หนองจอก หรือบึงกุ่ม ได้ลึกซึ้ง และมีชีวิตชีวาเท่ากับผู้สูงอายุที่เกิดและเติบโตมากับสายน้ำเหล่านี้
ท่านคือ ผู้เก็บรักษาความทรงจำว่าคลองสายนี้เคยใสสะอาดเพียงใด เคยมีปลาชนิดใดบ้าง และวิถีการค้าขายด้วยเรือพายในอดีตเป็นอย่างไร
ท่านคือคลังความรู้ทางภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรม และศาสนาที่ผูกพันสองฝั่งคลอง
หากเราพัฒนาคลองเพียงแค่วางท่อบำบัดน้ำเสียหรือปูคอนกรีตทางเดิน เราจะได้แค่ 'กายภาพที่สะอาด' แต่จะขาด 'จิตวิญญาณ' ของท้องถิ่น
เพราะการสร้างเมืองให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องผสาน #วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของคนรุ่นใหม่ เข้ากับ #ทุนทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ เปิดพื้นที่ให้ผู้ใหญ่ในชุมชน ได้เป็นผู้นำทางวัฒนธรรม เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว เป็นแรงบันดาลใจให้ลูกหลานรู้สึกหวงแหนและเป็นเจ้าของสายน้ำร่วมกันครับ!!!
มงคล ลีลาธรรม














